“การดำรงชีวิตอย่างพอเพียง”

………………….

พันเอก มนิต  ศิริรัตนากูล

เสนาธิการกรมพัฒนาที่ ๑

e-mail:piyawat_50@yahoo.co.th

                                “เศรษฐกิจพอเพียง  เป็นเสมือนรากฐานของชีวิต  รากฐานความมั่นคงของแผ่นดินเปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง  สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม  แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม และลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป”

                                                            พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ที่พระราชทานให้วารสารชัยพัฒนา

 

                เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำรินั้น  มีหลักพิจารณา  เริ่มแรกเป็นกรอบแนวคิด  เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น  โดยมีฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา  และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤต  เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา

                ทั้งนี้คุณลักษณะเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ  โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง  และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน

                ความพอเพียง  นั้นจะประกอบด้วย    คุณลักษณะ  กล่าวคือ 

๑.       ความพอประมาณ หมายถึง  “ความพอดี”  ที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป  โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น  เช่น  การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

๒.     ความมีเหตุผล  หมายถึง   การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น  จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล  โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง  ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ

๓.    การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว  หมายถึง  การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การจะตัดสินใจหรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น  ต้องอาศัยทั้ง “ความรู้” และ “คุณธรรม”  เป็นพื้นฐาน

สภาพปัญหาของสังคมในปัจจุบัน  จะพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่นิยมการบริโภคและการเลียนแบบคนอื่น  เพื่อไม่ต้องการให้ตนเองตกยุค  ซึ่งอาจจะลืมพื้นฐานของตนเองว่าเป็นเช่นไร  เช่น  ฐานะการเงินของตนเอง และความต้องการขั้นพื้นฐานที่ตนเองควรจะมีเพื่อให้สมกับฐานะ เป็นต้น  ซึ่งถ้าหากเรามานั่งไตร่ตรองให้ดีแล้ว  ต้องยอมรับในเรื่องบุญวาสนาของแต่ละคนไม่เท่าเทียมกันในที่นี้หมายถึง การทำมาหากินของแต่ละคนไม่เท่ากัน รวมทั้งการการเก็บออมก็ไม่เท่ากันด้วย  ดังนั้น  ถ้าคนใดมีความขยันมั่นเพียรมาก   เก็บออมได้มาก  รู้จักจับจ่ายใช้สอย  ก็จะทำให้มีความสุข  โดยไม่เป็นหนี้ใคร

 

ท่านพุทธทาส  ได้ให้ความหมายของคำว่า “พอเพียง”  ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เกินและไม่ขาด  (คัดลอดมาจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน  ฉบับวันที่ ๔ ก.ค.๔๙ ) 

                กระผมได้ไปนั่งพูดคุยกับอดีตข้าราชการที่เกษียณอายุราชการแล้ว  ซึ่งตำแหน่งก่อนเกษียณนั้นอยู่ในระดับ ซี ๙  ท่านพูดว่า “…ท่านได้รับเงินบำนาญเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้าย  ซึ่งขณะนั้นท่านมีความรู้สึกว่า เงินบำนาญที่ได้รับนั้นมีมาก สามารถดำรงชีวิตได้อย่างสุขสบาย  หลังจากเกษียณอายุมาได้ประมาณ ๒ ปี ความรู้สึกดังกล่าวเริ่มจะเปลี่ยนไป  เพราะสภาพเงินเฟ้อสูงขึ้นทุกปีแต่เงินบำนาญที่ได้รับยังคงเท่าเดิม  จึงต้องมีการปรับชีวิตประจำวันใหม่ โดยท่านได้ยึดหลักการดำรงชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง  ด้วยการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น  ทำให้สามารถดำรงชีวิตอย่างสุขสบายได้เหมือนเดิม  ปัจจุบันท่านมีอายุ ๗๑ ปี ซึ่งท่านบอกว่า ถ้าประชาชนทุกคนอยู่อย่างพอเพียงแล้วจะมีแต่ความสุข…”  กระผมจึงใคร่บอกกับบรรดาข้าราชการทุกคนว่า  การปฏิบัติตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  สามารถปฏิบัติได้ทุกขณะ มิใช่ปฏิบัติเฉพาะหลังการเกษียณอายุราชการเท่านั้น  แล้วทุกคนจะมีแต่ความสุขตลอดไป

 

………………….