โครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ      สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์     พระบรม ราชินีนาถ จังหวัดราชบุรี จัดสร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดีของพสกนิกร ร่วมกับมูลนิธิ ศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ  , กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กองทัพบก   ,   จังหวัดราชบุรี       และคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่อง มาจากพระราชดำริ  (กปร.)    เพื่อถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถ    ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ  ๕ รอบ  ในปี  พ.ศ.๒๕๓๕ โดย มี ท่านผู้หญิงสุประภาดา  เกษมสันต์  อดีตราชเลขานุการ ในพระองค์สมเด็จพระ บรมราชินีนาถ  เป็นประธานการดำเนินการ   โครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ ฯ   จัด สร้างขึ้นเพื่อสืบสานพระราชปณิธาน ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ ที่ได้ทรงมีพระราชปณิธานมานานกว่า  ๒๐ ปี แล้ว   ที่จะฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมสัก แห่งหนึ่ง สำหรับเป็นที่รวบรวมพรรณไม้ป่าของไทย ที่เป็นไม้ในถิ่นธรรมชาติดั้งเดิม ในท้องถิ่นต่าง ๆ ไว้ในแหล่งเดียวกันให้ได้มากชนิดที่สุดเท่าที่จะหาได้เพื่อให้เยาวชน และประชาชนทั่วไปได้ใช้เป็นแหล่งศึกษาพรรณไม้ป่าของเมืองไทยในอนาคต อีกทั้ง เป็นแหล่งขยายพันธุ์เพื่อมิให้พรรณไม้ป่าไทยต้องสูญพันธุ์ และฟื้นฟู รักษาสภาพป่า เดิมที่ยังเหลืออยู่ในภาคตะวันตกให้คงอยู่คู่แผ่นดินสืบไป
     "ขอให้สร้างป่าโดยมีคนอาศัยอยู่ด้วย โดยไม่ ทำลายป่า คือต้องช่วยเขาเหล่านี้จริงๆ  ให้มี ความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร  เช่นมีที่ดินทำกิน มีน้ำ ให้การศึกษา ส่งเสริมงานศิลปาชีพต่างๆ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เมื่อเขาอยู่ได้แล้ว  เขาจะ ได้ช่วยดูแลป่า"
พื้นที่ดำเนินงาน
โครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติฯ
           ก่อนที่จะมาเป็นโครงการสวนป่าฯ จังหวัดราชบุรี เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่บริเวณ ขอบเขตชายแดนไทย-พม่า ซึ่งมีเทือกเขาตะนาวศรีทอดยาวเรียงตัวสลับซับซ้อน    ทำ หน้าที่เสมือนเป็นกำแพงแบ่งเขตระหว่างประเทศและกำเนิดต้นน้ำลำธารต่าง ๆ   รวม ทั้ง แม่น้ำภาชี อีกด้วย    ด้วยสถานะของทรัพยากรธรรมชาติดั้งเดิมนั้น  คือเป็นผืนป่า อันอุดมสมบูรณ์ที่รกทึบ     ขณะเดียวกันก็เป็นที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยที่มีเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์เป็นชนชาวกะเหรี่ยง  พวกเขาเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนกลุ่มเล็ก ๆ อาศัยอยู่ ตามที่ราบของภูเขาและผืนป่า และอยู่มาตลอดระยะเวลาอันยาวนานด้วยความร่มเย็น เป็นสุข
              จากพระราชดำริ  ความตอนหนึ่ง  ว่า   "พื้นที่สวนผึ้งเป็น พื้นที่ติดชายแดนพม่า  จึงจำเป็นต้องสร้างความข้มแข็งให้ราษฎรใน บริเวณพื้นที่  มีอาชีพ  มีรายได้พอเพื่อไม่ให้ย้ายถิ่น   เขาจะได้เป็นหู เป็นตาให้ประเทศไทยต่อไป"
         พระราชปณิธาน   ที่มีพระประสงค์ให้เกิดขึ้นในทุก  ๆ  พื้นที่ จากข้อความง่าย ๆ   ที่มีความหมายลึกซึ้ง   อาศัยหลัก    "การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติในเชิงอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการพัฒนาที่เรียบง่าย" ไม่ขัดกับหลักธรรมชาติ      สอดคล้องกับการดำเนินวิถีชีวิตและวัฒน- ธรรม ความเป็นอยู่ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น

 

           ประชาชน   มีอาชีพ   ซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิต   ควบคู่กับการ มีรายได้เพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของราษฎรมีผลต่อการใช้ทรัพ ยากรธรรมชาติที่มีอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง  ซึ่ง มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ผูกพันกับธรรมชาติ มาตั้งแต่ เกิด เป็นสิ่งสำคัญที่ พระองค์ ทรงทอดพระเนตรเห็นในพื้นที่
       ๑. สร้างป่า โดยมีคนอยู่อาศัยด้วย ไม่ทำลายป่า ช่วยพวกเขาให้ มีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร
         แต่เนื่องจากบริเวณผืนป่าต้นน้ำภาชีแห่งนี้มิเพียงจะอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร ป่าไม้ หากยังคงอุดมไปด้วยแหล่งแร่ และเป็นที่เกิดแห่งอุตสาหกรรมเหมืองแร่
                โครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ประกอบด้วย ศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง      และอุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน  บ.ไทยประจัน ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี      มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ป่าและพื้นที่ ทำกิน ของราษฎรในเขต อ.สวนผึ้ง  ,  กิ่ง อ.บ้านคา   และ อ.ปากท่อ   จ.ราชบุรี รวม จำนวน ๖ ตำบล ๕๔ หมู่บ้าน  มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ ๕๒๔,๘๑๖ ไร่ ดังนี้
        ศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ ตั้งอยู่ บริเวณ บ้านห้วยม่วง หมู่ที่ ๓ ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง ห่างจากที่ว่าการ อำเภอสวนผึ้งไปทางชายแดนไทย - พม่า ประมาณ ๒๗ กิโลเมตร มี เนื้อที่ประมาณ ๓,๐๐๐ ไร่  ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ  บางส่วนติดกับ แม่น้ำภาชี และมีอาณาบริเวณครอบคลุมแก่งส้มแมวด้วย          สภาพพื้นที่ของศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า ฯ   มีลักษณะดินเป็นดิน ร่วนปนทราย ดินส่วนใหญ่มีความตื้นประมาณ ๒๕-๕๐ ซม.   สภาพ ป่าไม้ ดั้งเดิมเป็นป่าเต็งรังผสม มีพรรณไม้ที่สำคัญ คือ เต็ง รัง  รกฟ้า แดง ประดู่ มะค่าแต้ ตีนนก ฯ และมีไม้พื้นล่างเป็นพวก ไผ่รวก ไผ่เพ็ก
       ๑. เป็นแหล่งรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์ไม้ท้องถิ่นดั้งเดิม
              ทรัพยากรธรรมชาติ เป็น "ปัจจัยพื้นฐาน" ที่มีส่วนเกี่ยวพันต่อการดำเนิน ชีวิตและการประกอบอาชีพของชุมชนในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง    " ทรัพยากร ป่าไม้" ซึ่งนอกเหนือจากเป็นแหล่งอาหาร ที่อยู่ของสัตว์ป่า ลังวัตถุดิบด้านเภสัชกรรม แล้ว ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการปลูกสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย การประกอบ อาชีพ เช่นแกะสลัก จักสาน เป็นต้น และสิ่งสำคัญ "ป่าไม้" ยังทำหน้าที่ควบคุมสภาวะ สิ่งแวดล้อม อันประกอบด้วยดินและน้ำได้อย่างดียิ่ง
ทรัพยากรธรรมชาติกับการดำรงชีวิต
              การจัดสร้างโครงการสวนป่าฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ จังหวัด ราชบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ แหล่งต้นน้ำ และสัตว์ป่า     ซึ่ง เป็นพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ  เพื่อประโยชน์ของ ประชาชนในด้านการศึกษา การวิจัยและสิ่งสำคัญเพื่อความมั่นคงของประเทศ
             พระราชดำรัสของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ "ให้พัฒนา เป็นแบบอย่างของการดำเนินการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ       และการพัฒนาชีวิต ความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่ชนบทห่างไกล..."
             ๑๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๖  สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ   เสด็จ พระราชดำเนินทรงรับการถวายโครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ จังหวัดราชบุรี   ณ บริเวณศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า  สมเด็จพระนาง สิริกิติ์
            จากพระราชประสงค์ที่ทรงให้การพัฒนาทุก ๆ ด้าน มีสัมพันธ์สอดคล้องกับ การดำรงชีวิตระหว่างคน    สัตว์   และป่าไม้        โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีแนวเขตติดต่อกับ  ประเทศ พม่า ซึ่งเป็นจุดล่อแหลมง่ายต่อการถูกคุกคาม     ดังนั้น    การพัฒนาบุคคล และสิ่งแวดล้อม จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงของประเทศ
            โครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน เกิดขึ้นตาม วัตถุประสงค์ของการขยายพื้นที่อนุรักษ์ป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ ในพื้นที่ใกล้เคียงโครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ ฯ เนื่องจากพื้นที่ ป่าไม้บ้านไทยประจัน ยังอุดมสมบูรณ์อยู่มากสมควรได้รับการอนุรักษ์     
  พระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชทาน            การอนุรักษ์ศิลปะของชาวกะเหรี่ยง  " การเลี้ยงไหม ทอผ้าศิลปะพื้นเมืองชาว กะเหรี่ยง ขอให้ตรวจสอบถึงเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ การแสดงดนตรี เพลงและ ศิลปะการแสดงของชาวกะเหรี่ยงยังมีอะไรอยู่บ้าง และหากศิลปะเดิมเหลือน้อย ก็ขอ ให้ฝึกแบบของไทยให้เขาด้วย
       "การปลูกป่าขอให้มีป่าใช้สอย    สำหรับชาวบ้านได้ใช้ เช่น ปลูกต้นยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นต้นไม้โตเร็วในที่ดินไม่ดีปลูกอย่างอื่นไม่ได้     เพื่อใช้ทำฟืน   ทำเฟอร์นิเจอร์ ซ่อมบ้านและสร้างบ้านก็ได้ เขาจะได้ไม่ตัดไม้มีค่าอื่น ๆ ต่อไป"
      ๒. ทำการฝึกราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า
            ปี พ.ศ.๒๕๓๕ คณะกรรมการดำเนินงานโครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ ฯ จังหวัดราชบุรี    ได้ร่วมกันจัด  ตั้งเป็นโครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ไทยประจัน  เพื่อเทิดพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๕ รอบอีกด้วย
  "ขอให้ชาวกะเหรี่ยงทอผ้าด้วยศิลปะของชนเผ่า และฝึกการทำเครื่องปั้นดินเผาด้วยศิลปท้องถิ่น"
         ในปี พ.ศ.๒๕๔๗ บนเนื้อที่ ๔๘ ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางของบ้านหนองตาดั้ง ได้เริ่มงานวนเกษตร เริ่มด้วยการแบ่งพื้นที่ปลูกไม้ผล   เช่น ขนุน ลำไย น้อยหน่า ส้มโอ มะนาว มะกอกฝรั่ง กระท้อน ยางนา    ปลูกพืชไร่ ได้แก่ ข้าวไร่ ข้าวโพด พริกกะเหรี่ยง มะเขือฟักทอง และมีการเลี้ยงเป็ด ไก่ และหมู ด้วย
      ๓. ช่วยชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงในพื้นที่ ให้มีอาชีพ หลักและอาชีพเสริมในงานศิลปาชีพ ฝึกงานฝีมือต่าง ๆ ให้กับกลุ่มที่ สนใจ    อาทิ    การทอผ้า  การปักผ้า  การวาดภาพ  เครื่องปั้นดินเผา การจักสานไม้ไผ่ เป็นต้น
      ๔. อนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมของท้องถิ่น
- ศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เนื้อที่     ๓,๐๐๐ ไร่    - ป่าสงวนฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี                                 เนื้อที่  ๗๙,๗๔๖ ไร่
- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี                       เนื้อที่ ๓๐๕,๘๒๐ ไร่ - อุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน                 เนื้อที่ ๑๓๖,๒๕๐ ไร่
ศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า : การคืนต้นไม้ให้กับแผ่นดิน
วัตถุประสงค์ของศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า
         ๒. เป็นแหล่งรวบรวมพรรณไม้ที่หายากของป่าชนิดต่างๆ
         ๓. เพื่อฟื้นฟูภาพป่าซึ่งถูกบุกรุกทำลายจนมีสภาพเสื่อม โทรม ให้กลับคืนสู่สภาพป่าที่สมบูรณ์ในระบบของธรรมชาติ ให้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารตลอดไป
        ๔. เพื่อเป็นแหล่งให้การศึกษา และให้ความรู้เชิงวิชาการ ในเรื่องของระบบนิเวศของป่าไม้  แก่เยาวชน  นักศึกษา  และ ประชาชนทั่วไป     
อุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน
          อุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี บริเวณ บ.ไทยประจัน ม.๕ ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี อยู่ห่างจาก จ.ราชบุรี ประมาณ ๖๐ กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ ๑๓๖,๒๕๐ ไร่   อุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจันมีสภาพพื้นที่เป็นเทือกเขาที่สลับสับซ้อนและยังคงสภาพ ของป่าที่อุดมสมบูรณ์ของผืนป่าดิบและป่าเบญจพรรณ มีพรรณไม้มีค่าอยู่หลากหลายชนิด โดยเฉพาะป่าดิบที่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารให้กับห้วยแม่ประจัน ห้วยพุไทร ห้วยท่าเคย และพุน้ำร้อน     ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ยังคงมีให้เห็นเป็นจำนวนมาก  แต่มีบางส่วนที่ถูกโค่นทำลายลงด้วยวิธีการทำมาหากินของ ทั้งชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง และชาวไทยพื้นราบ ในทุกฤดูกาลของการเพาะปลูก นอกจากนี้การลักลอบตัดไม้มีค่าตลอดจนการขยายที่ดินทำกิน ทำให้ป่าบริเวณ ใกล้หมู่บ้านตกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมลงมาก มีเฉพาะป่าดิบที่อยู่ลึกเข้าไปที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ด้วยระบบของธรรมชาติ ที่ผู้คนยังรุกรานเข้าไปไม่ถึง  
          โครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน  เริ่มปลูกป่าเป็นปฐมฤกษ์  เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๔  และมีการฝึกราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า  มีการ ส่งเสริมศิลปาชีพให้กับชุมชน ทั้งในเรื่องการทอผ้าไหม และการจักสานไม้ไผ่ พร้อมกับดำเนินการพัฒนาเกษตรกรรมตามแนวทฤษฎีใหม่
         เมื่อการทำเหมืองแร่เกิดขึ้น ณ บริเวณ ผืนป่าแห่งนี้ก็ได้เป็นที่รวมของผู้คนซึ่ง เดินทางเข้ามารับจ้างหางานทำมีการตั้งถิ่นฐาน บุกเบิกที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ทำให้ผืนป่า ได้เปลี่ยนสภาพเป็นที่ตั้งของชุมชน   และในที่สุดเมื่อเหมืองหมดสัมปทานถูกทิ้งร้าง ผู้คนที่เดินทางเข้ามารับจ้างจึงต้องเปลี่ยนอาชีพใหม่       โดยหันไปทำการเกษตรเป็น อาชีพหลัก
         เพียงไม่กี่ปี ผืนป่าแห่งลุ่มน้ำภาชี     ก็กลายสภาพเป็นท้องทุ่งแห่งเกษตรกรรม และเมื่อความอุดมสมบูรณ์หมดไป    ผืนดินก็กลายเป็นที่นายทุนเข้ามาจับจองซื้อขาย ทำให้พื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ต้องเปลี่ยนไปเป็นรีสอร์ทในไม่ช้า    หากไม่มีสวนป่าแห่งนี้ เกิดขึ้น
          ผลของโครงการ ฯ ได้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกชีวิตที่อาศัย ยู่ในบริเวณพื้นที่โครงการ ฯ   ซึ่งประกอบด้วย บ.ห้วยม่วง  ,  บ.ตะเคียนทอง บ.ห้วยน้ำหนัก , บ.หนองตาดั้ง , บ.พุระกำ
ผลของโครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ ฯ
           บ้านห้วยม่วง   ได้รับการช่วยเหลือในเรื่องที่ดินทำกิน จึงได้รับที่ดิน ทำกินในเขตบ้านตะเคียนทอง เนื้อที่ ๒,๒๖๐ ไร่โดยจัดที่ทำกินให้ครอบครัว ละ ๑๒ ไร่ สำหรับปลูกพืชไร่และผลไม้  มีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับประโยชน์ ร่วมกันของหมู่บ้านอีก ๗๘ ไร่ มีน้ำที่ใช้ในการเกษตรเป็นน้ำจากอ่างเก็บน้ำ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมชลประทาน มีระบบส่งน้ำทางท่อจากอ่างเก็บ น้ำถึงที่ทำกินทุกแปลง  
            บ้านหนองตาดั้ง    เป็นหมู่บ้านของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงอาศัย อยู่รวมกัน ๔๓ ครอบครัว ทุกคนในหมู่บ้านได้รับการจัดสรรที่ทำกินทั้งหมด ๕๓๐ ไร่ โดยได้ครอบครัวละ ๘ ไร่ อาชีพการเกษตรของคนในหมู่บ้าน ก็คือ ปลูกพืชไร่และไม้ผล สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมาชินีนาถ พระราชทานเงิน สำหรับการเลี้ยงไหม  ทอผ้าไหมศิลปะชาวกะเหรี่ยง  ประปาหมู่บ้าน  โอ่งน้ำ ธนาคารข้าว คนชราและนักเรียนยากจน      นอกจากนั้นยังได้รับพระราชทาน เงินยืมในการเตรียมที่ทำการเกษตรด้วย
              บ้านห้วยน้ำหนัก  ได้ใช้ทฤษฏีใหม่  โดย นายระยอ    สมบูรณ์ดี เป็นเกษตรกรดีเด่นของบ้านห้วยน้ำหนัก      ที่มีพื้นที่ทำไร่ที่ได้รับจากการ จัดสรรเป็นจำนวน ๑๕ ไร่ และพื้นที่เกษตรของ นายระยอฯ ได้รับคัดเลือก ให้เป็นที่ทำกินตัวอย่างตามแนวทฤษฎีใหม่   ในปี พ.ศ.๒๕๔๒  มีการขุด สระและปลูกไม้ผล  เช่น   กระท้อน มะพร้าวน้ำหอม ลำไย มะขาม สะเดา กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า มะเขือพวง มะละกอ และข้าว   มีสระน้ำสำหรับเลี้ยง ปลาตะเพียน๔,๕๐๐ ตัว และปลานิล ๕๐๐ ตัว รอบขอบสระปลูกมะพร้าว น้ำหอม และกระท้อน และยังมีพื้นที่อีก ๓ ไร่ สำหรับปลูกข้าว
             บ้านพุระกำ เป็นหมู่บ้านชายแดนสุดท้ายติดกับทือกเขาตะนาวศรี แนวเขตกั้นพรหมแดนไทย - พม่า     พุระกำเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ผู้อยู่อาศัยคือชาวไทย เชื้อสายกะเหรี่ยง ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนพม่าเพียง ๓.๕ กม.   ก่อนจะมีโครงการนี้เกิดขึ้นนักเรียนต้องเดินทางด้วเท้าวันละ ๒๒ กม. ไปเรียนหนังสือที่ บ.ห้วยม่วง และระยะทางที่ห่างจากศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เป็นระยะทางกว่า ๑๑ กม. ใช้การเดินทางด้วยเท้าผ่านลำน้ำถึง ๕ ครั้ง  เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ก็จะต้องว่ายข้ามแม่น้ำ ในยามเจ็บป่วยเป็นไข่หรือเป็นไข้ป่าต้องว่ายน้ำแบกหามพาไปหาหมอที่อยู่ไกลแสนไกล  ผลของโครงการทุกวันนี้ทำให้คุณภาพชีวิตของ ชุมชนบ้านพุระกำดีขึ้นมีระบบสาธารณูปโภคมีน้ำประปาประจำหมู่บ้าน มีการจัดสรรที่ดินทำกิน มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้า โดยได้พระราชทานโรงทอผ้า และครูฝึก สร้างบ่อ ปลูกพืชผักสวนครัวให้พออยู่พอกิน  มีโรงเรียนสำหรับเด็กเล็ก   เด็กนักเรียนได้รับพระราชทานเสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียน  มีโรงฝึกวิชาชีพ และวนเกษตร ชีวิตทุกผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสมีความเป็นมิตร แม้บางครั้งจะพูดภาษาไทยไม่ได้ก็ตาม
 "เขาจะเดือดร้อนเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เขาต้องมีข้าวไว้กินก่อน" พระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ            สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทาน เงินในการดำเนินการจัดตั้งธนาคาร ๓ แห่ง   ได้แก่  ธนาคารข้าว บ้านหนองตาดั้ง ปี ๒๕๓๖  ธนาคารข้าวบ้านพุระกำ ปี ๒๕๓๗ และธนาคารข้าวบ้านห้วยน้ำหนัก ปี ๒๕๓๗       ทั้งนี้ด้วยทรงมี พระราชประสงค์ว่า     ในยามที่ประชาชนเดือดร้อนเพราะสภาพ ลมฟ้าอากาศ   จะได้ยืมข้าวจากธนาคารไปใช้ก่อน    ในครั้งแรก ได้ทรงพระราชทาน ๑๐๐,๐๐๐ บาท     ธนาคารข้าวพระราชทาน เริ่มด้วยข้าวจำนวนหนึ่ง  สำหรับให้ผู้กู้ยืม  โดยมีคณะกรรมการ หมู่บ้านพิจารณาการยืมและคืน ซึ่งผู้ยืมสามารถคืนเป็นข้าวหรือ เป็นเงินก็ได้
ธนาคารข้าวพระราชทาน
               สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดตั้งโครงการ ศิลปาชีพขึ้นในศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ เพื่อช่วยเหลือราษฎรซึ่ง เป็นคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ได้มีอาชีพเสริมหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ และเพื่อลดการล่าสัตว์ และบุกรุกพื้นที่ป่า ปัจจุบันกลุ่มศิลปาชีพที่สำคัญ ในศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า สมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์  มีดังนี้
งานศิลปาชีพ
       เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๖  สมเด็จ พระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ     ได้เสด็จเยี่ยม ราษฎร บ.ห้วยม่วง ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง ในครั้ง นั้น   ได้ทรงมีพระราชเสาวนีย์ว่าพื้นที่แถบนี้น่าจะ มีการจัดตั้งกลุ่มทอผ้าเพิ่มขึ้น   เพื่อหาอาชีพเสริม ให้กับราษฎรในพื้นที่หลังเก็บเกี่ยวพืชไร่
กลุ่มทอผ้าไหม
         ๕ มกราคม ๒๕๔๐ ได้มีการจัดตั้งกลุ่มทอ ผ้าไหม บ.หนองตาดั้ง ขึ้นเป็นหมู่บ้านแรก ต่อมา ในวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ก็มีการจัดตั้งกลุ่ม ทอผ้าไหมบ้านพุระกำขึ้น        และปัจจุบันในศูนย์ ศึกษาพรรณไม้ป่า ฯ   ได้มีการจัดตั้งโรงทอผ้าขึ้น เพื่อให้สมาชิกจากบ้านห้วยน้ำหนัก และบ้านห้วย- ม่วง   เข้ามาร่วมกันดำเนินการด้วย        ปัจจุบันมี สมาชิกศิลปาชีพ กลุ่มทอผ้า รวม ๖๔ คน
  "ขอให้ฝึกชาวกะเหรี่ยงเลี้ยงไหม สอนการวาดภาพ  รักษาศิลปะ การร้องและการแสดงของชาว กะเหรี่ยงไว้ และฝึกให้ร้องเพลง ไทยด้วย"
กลุ่มเครื่องปั้นดินเผา
         สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ  ทรงมีพระราชประสงค์ให้มีการฝึกสอนการ ทำเครื่องปั้นดินเผาให้เป็นศิลปะแบบพื้นบ้านในท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง      โดยการ พระราชทานทรัพย์สำหรับดำเนินการทั้งสิ้น   เช่น  การสร้างสถานที่ฝึก   อุปกรณ์การฝึกสอน การดำเนินการทุกขั้นตอน จนสำเร็จเป็นของใช้ รวมถึงครูฝึก
        เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๓๙ พลตรีนพดล วรรธโนทัย (ปัจจุบันคือพลเอก) กรรมการ บริหารโครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ ฯ จังหวัดราชบุรี       มอบหมายให้นำราษฎรใน  ๓ หมู่บ้าน ของตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี  จำนวน  ๒๔  คน     ไปฝึกอบรม วิชาชีพเครื่องปั้นดินเผา ที่ศูนย์ศิลปาชีพคร่องปั้นดินเผา  บ้านกุดนาขาม  อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครเพื่อนำกลับมาจัดตั้งโครงการศิลปาชีพเครื่องปันดินเผา ที่จังหวัดราชบุรีต่อไป
        วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๓๙ พลตรีนพดล  วรรธโนทัย กรรมการบริหารโครงการสวนป่า เฉลิมพระเกียรติ ฯ จังหวัดราชบุรี     ได้กระทำพิธีเปิดการฝึกอบรมเคื่องปั้นดินเผา  แก่ราษฎร ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน  ๒๔  คน    ณ ศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ และได้เรียนเชิญ อาจารย์ทวีไทย  บริบูรณ์ เป็นอาจารย์สอนพื้นฐานการปั้นดินรูปแบบการปั้น จะเน้นให้สอดคล้องกับธรรมชาติและศิลปะในท้องถิ่น ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มเครื่องปั้นดิน เผา จำนวน ๔๑ คน      โดยมี นายมี       กุดเป่ง  เป็นครูฝึกสอนการปั้นแป้นหมุน และนาง แวววิเชียร    ฉิมวัย  เป็นครูฝึกสอนการทำสี เคลือบสี   
แหล่งผลิตอาหารและวนเกษตรบ้านหนองตาดั้ง
          จนในปี  พ.ศ.๒๕๔๓   สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์   พระบรมราชินีนาถ     ทรงมี พระราชสาวนีย์ "ให้กรมประมงช่วยเหลือราษฎรที่อยู่ใกล้ชายแดนของจังหวัดราชบุรีได้ เลี้ยงปลาไว้เป็นอาหารโดยเร็ว และพัฒนาให้เป็นแหล่งผลิตอาหารต่อไป    และทรงเห็น ชอบที่จะให้   บ้านหนองตาดั้ง   เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเป็นแหล่งผลิตอาหาร   และ ดำเนินการไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ต่อไป"
           ดังนั้นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบที่ได้รับพระราชเสาวนีย์ จึงได้ดำเนินการให้ราษฎร ได้ร่วมมือกันขุดบ่อเลี้ยงปลาขนาดเล็กประจำบ้าน บ่อเลี้ยงส่วนรวม เลี้ยงปลาในกระชัง ในบ่อขนาดใหญ่ เลี้ยงเป็ดเทศ ดำเนินการสาธิตการเกษตรของกรมวิชาการเกษตร   การ พัฒนาศักยภาพดิน การใช้ปุ๋ยชีวภาพ การอบรมราษฎรให้มีความรู้ในการดำเนินชีวิตแบบ เศรษฐกิจพอเพียง โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
        ธนาคารควาย เกิดขึ้นจากการไถ่ชีวิตควาย ถวายเป็นพระราชกุศล   เนื่องใน วโรกาสที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ ๖ รอบ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ควาย ให้คงอยู่คู่แผ่นดินต่อไป    และส่งเสริมให้ เกษตรกรในพื้นที่โครงการฯ โดยเฉพาะในเขรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ได้ใช้ควายในการ ปรับพื้นที่ในการปลูกข้าวและพืชไร่   แทนเครื่องจักรกล   ที่ต้องสิ้นเปลืองทั้งเงิน และน้ำมัน แต่ควายเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่เคยทำงาน  และคนไม่สามารถใช้ควายได้ จึงจำเป็นต้องตั้ง "โรงเรียนควาย"   เพื่อฝึกคนให้รู้จักใช้ควาย และฝึกควายให้รู้จัก ทำงาน
ธนาคารควาย และโรงเรียนควาย
             เพื่อสร้างความเข้มแข็งชุมชน ให้สามารถทำหน้าที่ พิทักษ์รักษาป่าไม้  ต้นน้ำลำธาร  และดูแลรักษาแผ่นดินของ ประเทศ ราษฎรในพื้นที่หมู่บ้านโครงการสวนป่าเฉลิมพระ- เกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงได้รับ การอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติ ให้กับแผ่นดิน ดูแลปกป้องแนวเขตประเทศ    ในฐานะของการ เป็นหมู่บ้านยามชายแดน ที่เข้มแข็ง
จากราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า สู่หมู่บานยามชายแดน
 
ความเป็นมา
การพัฒนาอย่างยั่งยืน์ (Sustainability)
แนวพระราชดำริ การดำเนินงานโครงการ ฯ