พิธีศพ

การอาบน้ำชำระร่างกายศพ

- เป็นเรื่องภายในครอบครัวระหว่างญาติสนิท  ไม่ต้องเชิญคนภายนอก  เป็นการอาบน้ำชำระร่างกายศพ

   จริง  โดยอาบน้ำอุ่นก่อน  แล้วล้างด้วยน้ำเย็น  ฟอกสบู่ขัดถูร่างกายศพให้สะอาด

   ( แพทย์จะใช้สำลีอุดจมูกศพกันน้ำเหลืองไหลออก และกันแมลงไต่ตอมไว้ให้เรียบร้อย (จะฉีดยา

    ป้องกันกลิ่นศพ ฯ หรือไม่ สุดแต่ทางญาติ (ทายาท) จะประสงค์)

- อาบน้ำเสร็จแล้ว  ใช้ขมิ้นทาทั่วร่างกายศพ  และประพรมน้ำหอม  ใช้ผ้าขาวซับรอยหน้า  ฝ่ามือทั้งสอง 

   แล้วมอบแก่ลูกหลานเก็บไว้บูชา

- อาบน้ำชำระร่างกายศพแล้ว  แต่งตัวศพตามฐานะของผู้ตาย  โดยใช้เสื้อผ้าสะอาดและใหม่ที่สุดเท่าที่มี

   อยู่  ศพข้าราชการให้แต่งเครื่องแบบชุดขาวเต็มยศ  ไม่ต้องมีผ้าคลุมใด ๆ ทั้งสิ้น

การตั้งเตียงรองศพสำหรับรดน้ำศพ

- จัดตั้ง ณ สถานที่กว้าง ๆ ตรงกลางของสถานที่นั้น ๆ

- ตั้งไว้ด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชา

- หันด้านขวามือศพ  หรือด้านปลายเท้าศพ  ให้อยู่ทางผู้ที่มาแสดงความเคารพศพ

- ไม่ควรเดินผ่านด้านศีรษะศพ

- จัดร่างศพให้นอนหงายเหยียดยาว  จัดมือขวาให้เหยียดออกห่างจากตัวศพเล็กน้อย  โดยให้วางมือแบ

   เหยียดออกคอยรับการรดน้ำ

- ใช้ผ้าใหม่ ๆ (โดยมากใช้ผ้าแพรห่มนอน) คลุมตลอดร่างศพ  เปิดเฉพาะหน้า และมือขวาของศพเท่านั้น

    แต่ศพที่ร่างกายประสพอุบัติเหตุ ซึ่งอวัยวะฉีกขาด ฯ ไม่อยู่ในสภาพที่จะให้ดูได้  หรือไม่น่าดู ให้โยง

    สายสิญจน์จากร่างหรือหีบศพไปยังภาชนะรองรับการรดน้ำ ฯ แล้วประกอบพิธีรดน้ำ ฯ ที่สายสิญจน์นั้น 

   โดยไม่ต้องเปิดผ้าคลุมศพเมื่อจะประกอบพิธีรดน้ำศพ ฯ

- จัดเตรียมขันน้ำพานรองขนาดใหญ่  ตั้งไว้คอยรองรับน้ำที่รดศพแล้วนั้น  พร้อมทั้งเตรียมน้ำอบน้ำหอม

   และภาชนะเล็ก ๆ สำหรับตักให้แก่ผู้มารดน้ำศพ

- จัดบุคคลผู้ใกล้ชิดกับผู้ตาย  หรือลูกหลาน คอยส่งภาชนะสำหรับแขกที่มารดน้ำศพ

พิธีรดน้ำศพ และการอาบน้ำ(พระราชทาน) น้ำหลวงอาบศพ

ลำดับพิธี ขั้นตอนของญาติ ๆ

- เจ้าภาพเชิญผู้มีอาวุโสสูงสุด ณ ที่นั้น ๆ จุดเครื่องสักการะพระรัตนตรัย  เสร็จแล้วให้ลูกหลาน

   วงศาคณาญาติ ผู้ใกล้ชิด ทำการรดน้ำศพ ก่อนเวลาเชิญแขก

 

ลำดับพิธี ขั้นตอนของแขก

- ประธานในพิธี ฯ จุดเทียนธูป ณ โต๊ะหมู่บูชา(ประดิษฐานพระพุทธรูปบูชา)

                 - ประธาน ฯ วางหรีดเคารพศพ (ถ้ามี) และจุดเทียนธูป เหนือศีรษะศพ เคารพศพ

                 - ประธาน ฯ รดน้ำศพ

                 - ผู้ร่วมพิธี ฯ รดน้ำศพ

หมายเหตุ :ในพิธีทางราชการ เมื่อประกอบพิธีรดน้ำศพ (อาบน้ำศพ) และตั้งศพยังที่ตั้งเรียบร้อยแล้ว   

เจ้าภาพ  จะนิมนต์พระสงฆ์ ๑๐ – ๒๐ รูป บังสุกุล  (สดัปกรณ์) จบแล้วถวายไทยธรรม แล้วกรวดน้ำ

และรับการอนุโมทนาจากพระสงฆ์หรือเพิ่มการนิมนต์พระสงฆ์สวดพระอภิธรรมก่อนการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมประจำคืนด้วยก็ได้

ลำดับพิธีของศพที่ได้รับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ

 (พระสงฆ์ใช้ “น้ำหลวงสรงศพ”)  หลังจากดำเนินการขอพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ฯ และได้รับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ฯ แล้ว  มีขั้นตอนของพิธีการในการประกอบพิธี ฯ ตามลำดับดังนี้:-

                 - ผู้ร่วมพิธี ฯ เข้ารดน้ำศพ (อาบน้ำศพ) ตามลำดับ จนถึงเวลาก่อนห้วงประกอบพิธีรับพระราช-ทานน้ำหลวงอาบศพ ฯ

                        - ได้เวลาประกอบพิธี ฯ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเชิญน้ำหลวงพระราชทาน (น้ำ,น้ำหอม,น้ำขมิ้น)    ไปยังที่ตั้งศพ

                - ประธาน ฯ จุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย, กราบพระรัตนตรัย และจุดเทียนธูปเคารพศพ

                - เจ้าหน้าที่ ฯ ยกร่างศพขึ้นเฉพาะส่วนบน (ครึ่งลำตัวท่อนบนของศพ) เพื่อรับน้ำหลวงพระราช-ทานอาบศพ

                - ประธาน ฯ ยืนหันหน้าตรงไปทางทิศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับ ฯ ณ วันนั้น ถวายคำนับ แล้วยืนหันหน้าไปทางศพ

                - เจ้าหน้าที่ ฯ เชิญน้ำหลวง น้ำหอม และน้ำขมิ้น ส่งแก่ประธาน ฯ ตามลำดับ

                - ประธาน ฯ หลั่งน้ำหลวงพระราชทานที่ร่างศพ โดยหลั่งน้ำหลวง น้ำหอม และน้ำขมิ้นรดลงโดยเริ่มจากบ่าขวาของศพเฉียงลงไปตามร่องอกตามลำดับ เสร็จแล้วยืนหันหน้าตรงไปทางทิศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับ ฯ ณ วันนั้น  แล้วถวายคำนับอีก ๑ ครั้ง

                - ทายาท ฯ ของผู้ถึงแก่กรรม หวีผมให้ศพ โดยหวีลงแล้วหวีขึ้น (วีลงมีความหมายว่า “ตาย” หวีขึ้น มีความหมายว่า “ได้เกิดใหม่” จากนั้น หักหวีที่ใช้หวีแล้วนั้นทิ้งไป)

                - เจ้าหน้าที่ทำสุกรำศพ (มัดตราสัง) แล้วห่อร่างกายศพยกลงหีบ (โลง) หรือใส่ โกศ ตามฐานะของศพ)

- เสร็จพิธี -

 

การเตรียมจัดโต๊ะและภาชนะใส่น้ำเพื่อการรดน้ำศพ ฯ ประกอบด้วย:-

    - โต๊ะเล็ก (ขนาดพอเหมาะ) ๑ ตัว

     - ผ้าสะอาดปูโต๊ะ ๑ ผืน

     - ภาชนะ (ขันน้ำใบใหญ่ และพานรอง) ๑ ชุด พร้อมน้ำสะอาดที่มีปริมาณเพียงพอแก่การใช้ในพิธีรดน้ำศพ

     - น้ำอบไทย ๑ ขวดใหญ่ (รินผสมลงในน้ำในภาชนะนั้น และนิยมลอยกลีบดอกกุหลาบสด หรือ ดอกมะลิ

       สด ในภาชนะนั้นด้วย)

     - ขันน้ำใบเล็ก (จอกน้อย) และพานรอง ๑ ชุด เพื่อเจ้าหน้าที่ใช้ตักน้ำในขันใหญ่ ฯ ส่งให้ผู้ร่วมพิธี   รดน้ำศพ

     - ภาชนะรองรับน้ำที่ใช้รดน้ำศพแล้ว ๑ ที่ (ขนาดใหญ่พอที่จะรับน้ำที่ใช้รดแล้วนั้นได้ทั้งหมด)

หมายเหตุ  .กรณีเป็นการรับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ จะต้องไม่มีสิ่งใดตั้งหรือวางร่วมด้วยบนโต๊ะ

                     ที่ประดิษฐานโถน้ำหลวง ฯ นั้น

                  .นิยมที่จะขึงผ้าม่านกั้นรอบบริเวณที่ประกอบพิธีรดน้ำศพ ฯ นั้นด้วย

พิธีสวดพระอภิธรรมศพทั่ว ๆ ไป

- ได้กำหนดเวลา  นิมนต์พระสงฆ์ประจำที่

- ประธาน ฯ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย  จุดธูปเทียนที่หน้าตู้พระธรรม  และจุดธูปเทียนหน้าศพ

 - ประธาน ฯ จุดเทียนธูปเครื่องทองน้อย (หน้าภาพถ่ายผู้ตาย) ซึ่งจะมีพุ่มดอกไม้ ๓ พุ่ม ตั้งอยู่บนเครื่องทองน้อยและตั้งอยู่ด้านภาพถ่าย โดยเทียนธูปจะตั้งอยู่ร่วมด้วย แต่เป็นด้านตรงข้าม (บนพานรองเดียวกัน)

    ครั้นจุดเทียนธูปที่เครื่องทองน้อยแล้ว ให้หันด้านพุ่มดอกไม้ ๓ พุ่มออกไป  ทางด้านพระสงฆ์ที่สวด

   พระอภิธรรม  เป็นการแสดงว่าให้ผู้ตายได้บูชาพระธรรมด้วย  (ขั้นตอนนี้ บางแห่งไม่มีก็ได้)

- พิธีกร   อาราธนาศีล  ผู้ร่วมพิธีรับศีล  (บางแห่งอาจนำบูชาพระ กราบพระก่อนก็ได้)

- พิธีกร   อาราธนาธรรม  (บางวัดหรือบางแห่งอาจไม่มีการอาราธนาธรรม  ให้พิธีกร เรียนถามพระสงฆ์ก่อนเวลาพิธี)

- พระสงฆ์ สวดพระอภิธรรม  จนจบครั้งสุดท้าย  (จะสวดกี่จบแล้วแต่ความนิยมของท้องถิ่นนั้น ๆ )

- พิธีกร และเจ้าหน้าที่ เข้าเทียบเครื่องไทยธรรม

- ประธาน ฯ (และผู้แทนผู้ร่วมพิธี)  ถวายเครื่องไทยธรรม

- พิธีกร  ลาดผ้าภูษาโยง

- ประธาน ฯ (และผู้แทนผู้ร่วมพิธี ) ทอดผ้าบังสุกุล

- พระสงฆ์  พิจารณาผ้าบังสุกุล

- พระสงฆ์   อนุโมทนา

- ประธาน ฯ กรวดน้ำ

- ประธาน  กราบพระรัตนตรัย  และน้อมไหว้พระสงฆ์

- พระสงฆ์ กลับ  (ผู้ร่วมพิธี ลุกขึ้นยืนน้อมไหว้)

หมายเหตุ  บางแห่ง  อาจจะทอดผ้าบังสุกุลก่อนถวายเครื่องไทยธรรม ให้พิธีกรเรียนถามความนิยม

                  ของท้องถิ่นกับพระสงฆ์ก่อนเริ่มพิธี

การเตรียมจัดที่ตั้งศพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม มี:-

-  ขึงผ้าม่านข้างฝาผนัง ฯ เมื่อฝาผนังนั้นไม่สะอาดหรือไม่เรียบร้อยพอ

 - จัดที่ตั้งศพไว้ด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชา ฯ (สถานที่ไม่อำนวย  ให้ดูความเหมาะสม) โดยให้ล้ำไปทางด้านขวา      

    หรือซ้าย (ความเหมาะสมของสถานที่)   และไม่บังโต๊ะหมู่บูชา (ระยะห่างพอสมควร) และให้ต่ำกว่าโต๊ะหมู่

   บูชาอย่างเหมาะสม รวมทั้งเป็นที่ที่มีบริเวณกว้างพอ

- จัดที่ตั้งศพให้อยู่ห่างฝาผนังอาคารฯ เป็นต้นประมาณ ๑ ศอกเป็นอย่างน้อย ทั้งนี้ เพื่อเจ้าหน้าที่ หรือ

    ญาติสามารถที่จะเดินได้รอบที่ตั้งศพนั้น รวมทั้งมีที่ว่างพอที่จะตั้งโต๊ะ  เพื่อวางภาชนะใส่อาหารบูชา

  ศพนั้นได้อย่างเหมาะสมด้วย

- เตรียมที่ตั้ง หรือที่แขวนพวงหรีดเคารพศพให้พร้อม

- เตรียมโต๊ะหมู่พร้อมดอกไม้ประกอบหีบศพตามความเหมาะสม

การเตรียมจัดที่ตั้งและภาพถ่ายผู้ตาย มี:-

- ใช้ภาพถ่ายขนาดใหญ่พอสมควรโดยเขียน วัน-เดือน-ปีเกิด-ปีตาย ของผู้ตายไว้ให้พร้อมที่ใต้ภาพถ่ายนั้น

   (“ เกิด ” ใช้ว่า ชาตะ และ “ ตาย ” ใช้ว่า มตะ หรือ มรณะ)

- ตั้งภาพถ่ายไว้ด้านเท้าของศพ (ข้างเครื่องตั้งศพ) โดยให้มีที่รองให้สูงพอสมควร

   (ใช้ตั้งบนขาหยั่งตั้งภาพถ่ายก็ได้)

- ตั้งเครื่องบูชาศพ ประกอบด้วย   โต๊ะตั้งเครื่องบูชา ๑ ชุด  แจกัน ๑ คู่ พร้อมดอกไม้สด เชิงเทียน ๑ ที่

  หรือ ๑ คู่ พร้อมเทียน (ขาว)  กระถางธูป ๑ ใบ พร้อมธูป ๑ ดอก

หมายเหตุ : ศพที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ หรือพระราชทานเพลิงศพใช้เครื่อง

             ทองน้อยเป็นเครื่องบูชาศพ (ปัจจุบันมีใช้กับศพทั่วไปด้วย)

การเตรียมจัดตั้งเครื่องยศ – เครื่องหมาย – เครื่องราชอิสริยาภรณ์ - เหรียญตรา มี:-

-  ผู้ตายเป็นข้าราชการ ให้นำเครื่องแบบที่ติดเครื่องหมาย- ยศ ฯ เรียบร้อยแล้วตั้งไว้เบื้องหน้าศพ (ด้านเท้าของศพ)

  โดยใช้โต๊ะขนาดเล็กรองรับให้สูงพอสมควร

- วางเครื่องราชอิสริยาภรณ์-เหรียญตรา (ถ้ามี) ติดกับหมอนรอง โดยใส่วางบนพานหรือโตกแล้ว

  ตั้งวางไว้เบื้องหน้าที่ตั้งศพ (ตั้งทางด้านศีรษะศพ) โดยใช้โต๊ะขนาดเล็กรองรับให้สูงพอสมควรเช่นกัน

การเตรียมจัดที่สวดพระอภิธรรม มี:-

 - จัดที่ตั้งตู้พระธรรม โดยยกพื้นให้สูงจากพื้นอาสน์สงฆ์ประมาณ ๑ ศอก

- จัดตั้งไว้ทางด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชา (หากสถานที่ไม่อำนวย ให้ตั้งไว้ทางด้านขวาของโต๊ะหมู่บูชาพระก็ได้)

- จัดตั้งไว้เบื้องหน้าบนอาสน์สงฆ์ที่พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม

- เครื่องประกอบของชุดตู้พระธรรม ประกอบด้วย:-

- ตู้พระธรรมพร้อมคัมภีร์พระธรรม ๗ คัมภีร์  ๑ ชุด

- เชิงเทียน ๑ คู่ พร้อมเทียน (เหลือง)

- กระถางธูป ๑ ใบ พร้อมธูป ๓ ดอก

- แจกันดอกไม้ ๑ คู่ พร้อมดอกไม้สด

หมายเหตุ ๑ : กรณีใช้เครื่องทองน้อย เครื่องทองน้อยนั้นจะประกอบด้วยพานพร้อมจานรองวางเสมอ

                  ขอบปากพาน ๑ ชุด พุ่มดอกไม้ ๓  พุ่ม เชิงเทียน ๑ ข้างพร้อมเทียน(ขาว) เชิงเทียน

                   (สำหรับปักธูป) ข้างพร้อมธูปไม้ระกำ ๑ ดอก

                   - ตาลปัตร ๔ ด้าม

                   - ชั้นลด (ที่รองกราบ) ๑ ที่

หมายเหตุ   . ศพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ จะได้รับ

                             พระราชทาน พระพิธีธรรม (พระสงฆ์ที่สวดพระธรรม) ในพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวด

                          พระอภิธรรม      ตลอดพิธี ฯ (การปฏิบัติเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง)

                    .ยานพาหนะรับ-ส่งพระพิธีธรรมการจัดเครื่องจตุปัจจัยไทยธรรม และค่าใช้จ่าย     

                         ในห้วงการบำเพ็ญพระราชกุศล ฯ นี้ สำนักพระราชวังจะเป็นฝ่ายดำเนินการเองทั้งหมด

                         . เครื่องประกอบชุดตู้พระธรรม จะมีเครื่องประกอบเพิ่มเติม คือ:-

                                - พัดยศพระราชทาน ฯ ในการประกอบพิธี ฯ ๑ ด้าม

                                -ใช้พัดใบลาน ๔ ด้าม (แทนตาลปัตร ๔ ด้าม)

พิธีสวดพระอภิธรรม (พิธีหลวง)

- ผู้ร่วมพิธี ฯ พร้อม

- พระพิธีธรรม  ๔ รูป พร้อม   อาสน์สงฆ์

- ประธานในพิธี ฯ (ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์) ลุกขึ้นยืนแล้วถวายคำนับไปทางที่ประทับ ฯ จุดเทียน

   ธูปเบื้องหน้าตู้พระธรรม (เทียนธูปที่โต๊ะพระพุทธรูปบูชาไม่ต้องจุด เพราะเป็นที่ที่พระบาทสมเด็จ-

    พระเจ้าอยู่หัวหรือพระราชวงศ์จะทรงจุดเท่านั้น) แล้วกราบพระ

- ประธาน ฯ ลุกขึ้นยืนแล้วถวายคำนับไปทางที่ประทับ ฯ จุดเทียนเคารพศพ

- ประธาน ฯ จุดเทียนธูปเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าภาพถ่ายของผู้ตายแล้วหันพุ่มดอกไม้ออกมาทางพระสงฆ์

- เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล

- ประธานสงฆ์ให้ศีล ( กรณีที่เสด็จพระราชดำเนิน ฯ ใช้คำว่า ประธานสงฆ์ถวายศีล )

- ประธาน ฯ สมาทานศีล (กรณีเสด็จพระราชดำเนิน ฯ ให้ใช้คำว่า…..ทรงศีล และในขณะทรงศีลนั้น   

   พิธีกรและผู้ร่วมโดยเสด็จบำเพ็ญพระราชกุศล ฯ ไม่ต้องออกเสียงรับศีล เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า

   เป็นการถวายศีลเฉพาะพระองค์ ฯ และทั้งยังเป็นการถวายความเคารพแด่พระองค์ผู้เสด็จเป็นองค์ประธาน   

    อันเป็นพระราชประเพณีนิยมที่บัณฑิตพึงสำเหนียกให้มากและจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง)

- พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม จบแล้ว

- ประธาน ฯ ยืนหันหน้าตรงไปยังที่ประทับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เสด็จประทับ ฯ ถวายความเคารพ

  ๑ ครั้งแล้ว  รับและประเคนเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ จากนั้น ทอดผ้าสดับปกรณ์     (รณีเสด็จ

   พระราชดำเนิน ฯ ใช้คำว่า…ทรงประเคนเครื่องไทยธรรมและทรงทอดผ้าสดับปกรณ์) แล้วยืนหันหน้าตรง

   ไปยังที่ประทับ ฯ ถวายความเคารพอีก ๑ ครั้ง  แล้วจึงกลับไปนั่งยังที่รับรองเดิม

- พระพิธีธรรมสดับปกรณ์

- พระพิธีธรรมถวายอนุโมทนา

- ประธาน   กรวดน้ำ (กรณีเสด็จพระราชดำเนิน ฯ ใช้คำว่า…ทรงหลั่งทักษิโณทก)

- จบการถวายอนุโมทนา พระสงฆ์(พระพิธีธรรม) เดินทางกลับ ( กรณีเสด็จพระราชดำเนิน ฯ ใช้ว่า…….

   พระสงฆ์ (พระพิธีธรรม) จะถวายอดิเรก, ถวายพระพรลา  และเดินทางกลับ )

- ประธาน ฯ กราบพระ และส่งพระสงฆ์ (กรณีเสด็จพระราชดำเนิน ฯ ใช้ ว่า…ทรงกราบพระ และเสด็จ

   พระราชดำเนินกลับ)  

- เป็นเสร็จพิธี -

 

พิธีบรรจุศพ (กรณีเก็บศพไว้ก่อน ยังไม่มีพิธีฌาปนกิจศพ หรือพระราชทานเพลิง)

- หลังจากเสร็จจากการสวดพระอภิธรรมในคืนสุดท้ายแล้ว

- เชิญแขก เข้าเคารพศพ  นำดินเหนียว (ห่อกระดาษดำ  กระดาษขาว ) ดอกไม้  วางเคารพศพ

  (บางแห่งอาจกระทำขั้นตอนนี้หลังจากที่นำหีบศพเข้าสถานที่บรรจุศพแล้ว)

- นิมนต์พระสงฆ์ จำนวน ๑ รูป  เดินจูงผ้าภูษาโยงนำหน้าญาติ ๆ  ไปยังสถานที่บรรจุศพ

- เจ้าภาพ   ทอดผ้าบังสุกุลที่ปากหีบศพ

- พระสงฆ์ พิจารณาผ้าบังสุกุล

- ญาติ ๆ (และแขก ในกรณีที่มิได้กระทำพิธีวางดินเหนียวและดอกไม้ ณ สถานที่สวดพระอภิธรรมศพ)

   เข้าเคารพศพ  นำดินเหนียว (ห่อกระดาษดำ กระดาษขาว) และดอกไม้ วางเคารพศพ

- เสร็จพิธี -

หมายเหตุ  ขั้นตอนการทอดผ้าบังสุกุล และการพิจารณาผ้าบังสุกุล  อาจกระทำขั้นตอนหลังสุดก็ได้

                  ให้พิธีกรเรียนถามความสะดวกของพระสงฆ์)

 

พิธีทำบุญบำเพ็ญกุศลในวันฌาปนกิจศพ หรือวันพระราชทานเพลิงศพ ก่อนพิธีดังกล่าว

- เชิญศพขึ้นตั้งบนศาลาบำเพ็ญกุศล

- นิมนต์พระสงฆ์ ประจำที่อาสน์สงฆ์

- เจ้าภาพ  จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย กราบพระรัตนตรัย ๓ ครั้ง

- พิธีกร  อาราธนาพระปริตร (กรณีจัดพิธีสวดพระพุทธมนต์ตอนภาคเช้า)

- พระสงฆ์  สวดพระพุทธมนต์

- ถวายภัตตาหารเพล

- ถวายเครื่องไทยธรรม

- พระสงฆ์ อนุโมทนา

- เจ้าภาพ   กรวดน้ำ

- เลี้ยงอาหารกลางวันญาติมิตร และแขกที่มาในงาน

- นิมนต์พระเทศน์  ขึ้นพักบนอาสน์สงฆ์

- เจ้าภาพ  จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย  จุดเทียนกัณฑ์เทศน์  และจุดธูปเทียนที่ตั้งหน้าศพ

- พิธีกร  อาราธนาศีล    ผู้ร่วมพิธี รับศีล

- พิธีกรอาราธนาธรรม  (เทศน์ธรรมดา  หรือ เทศน์แจงก็ได้)

- พระสงฆ์ แสดงพระธรรมเทศนา  จบแล้ว

- เจ้าภาพถวายกัณฑ์เทศน์

- นิมนต์พระสงฆ์  ๑๐  รูป ( หรือจำนวนตามแต่นิมนต์ ) ขึ้นอาสน์สงฆ์พร้อมกัน

- พระสงฆ์มาติกาบังสุกุล

- เจ้าภาพ   ถวายเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์

- พระสงฆ์  อนุโมทนา

- เจ้าภาพ   กรวดน้ำ

- เคลื่อนศพ   เวียนเมรุ    รอบ  ( นิมนต์พระสงฆ์นำศพ อย่างน้อย  ๑ รูป )

- เชิญศพขึ้นสู่เมรุ

- เสร็จพิธี - (ก่อนเข้าสู่พิธีฌาปนกิจศพ หรือพระราชทานเพลิงศพ)

 

พิธีฌาปนกิจศพ

- ประธาน  และผู้ร่วมพิธีพร้อม

- แถวกองเกียรติยศเข้าที่พร้อมหน้าเมรุ  (กรณีที่เป็นศพที่ต้องจัดกองเกียรติยศ)

- พิธีกร  เชิญแขกผู้ใหญ่  ทอดผ้าบังสุกุล  โดยจัดลำดับจากผู้มีอาวุโสน้อย  ไปหาผู้มีอาวุโสมาก

              และนิมนต์ พระสงฆ์ ขึ้นพิจารณาผ้าบังสุกุล ควบคู่กันไปกับแขกผู้ใหญ่ ตามลำดับ

              โดยจัดลำดับจากพระสงฆ์ที่มีอาวุโส น้อยไปหาที่มีอาวุโสมากเช่นเดียวกัน

- พิธีกร  อ่านประวัติและคำไว้อาลัย

              เชิญยืนไว้อาลัย  (หากเป็นศพที่มีกองเกียรติยศไม่ต้องเชิญยืนไว้อาลัย)

- ประธาน ฯ  ทอดผ้าบังสุกุล

- พระสงฆ์   พิจารณาผ้าบังสุกุล

- ประธาน ฯ  วางกระทงดอกไม้  (เครื่องขมา)

- เป่าแตรนอน    จบ (กรณีจัดกองเกียรติยศ)

- ประธาน ฯ  ประกอบพิธีฌาปนกิจศพ  (จุดดอกไม้จันทน์ วางลงที่กลางฐานที่ตั้งศพ)

- เป่าแตรเคารพ  ๑ จบ  (กรณีจัดกองเกียรติยศ)

- พิธีกร   กรณีมีพระสงฆ์มาร่วมงาน  ให้นิมนต์พระสงฆ์ ขึ้นวางดอกไม้จันทน์ก่อน

               แล้วเชิญแขก  ขึ้นวางดอกไม้จันทน์ตามลำดับ

- เสร็จพิธี –

 

พิธีพระราชทานเพลิงศพ

- ประธาน  และผู้ร่วมพิธีพร้อม

- แถวกองเกียรติยศเข้าที่พร้อมหน้าเมรุ  (กรณีที่เป็นศพที่ต้องจัดกองเกียรติยศ)

- พิธีกร  เชิญแขกผู้ใหญ่  ทอดผ้าบังสุกุล  โดยจัดลำดับจากผู้มีอาวุโสน้อย  ไปหาผู้มีอาวุโสมาก

              และนิมนต์ พระสงฆ์ ขึ้นพิจารณาผ้าบังสุกุล ควบคู่กันไปกับแขกผู้ใหญ่ ตามลำดับ

              โดยจัดลำดับจากพระสงฆ์ที่มีอาวุโส น้อยไปหาที่มีอาวุโสมากเช่นเดียวกัน

- พิธีกร  อ่านหมายรับสั่ง

- ผู้แทนเจ้าภาพ หรือพิธีกร  อ่านสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

- พิธีกร  อ่านประวัติและคำไว้อาลัย

              เชิญยืนไว้อาลัย  (หากเป็นศพที่มีกองเกียรติยศไม่ต้องเชิญยืนไว้อาลัย)

- ประธาน ฯ  ทอดผ้ามหาบังสุกุล

- พระสงฆ์   พิจารณาผ้ามหาบังสุกุล

- ประธาน ฯ หน้าหน้าไปยังทิศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับ ฯ ในวันนั้น  ถวายคำนับ ๑ ครั้ง

                    วางกระทงข้าวตอก และกระทงดอกไม้ ( เครื่องขมา ) ที่ฐานพฟืนหน้าหีบศพ

                     ทำความเคารพศพ    ครั้ง

- เป่าแตรนอน  ๑ จบ (กรณีจัดกองเกียรติยศ)

- ประธาน ฯ  จุดดอกไม้จันทน์พระราชทาน ที่เพลิงหลวง  แล้ววางที่กลางฐานที่ตั้งศพ

                      และรับดอกไม้จันทน์สำหรับประธาน ฯ  วางลงที่กลางฐานที่ตั้งศพนั้น ( โดยไม่วางทับ 

                      หรือเทียบเทียมดอกไม้จันทน์พระราชทาน

- เป่าแตรคำนับ    จบ  (กรณีจัดกองเกียรติยศ)

- ประธาน ฯ  ถวายคำนับไปยังทิศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับ ฯ ในวันนั้นอีก  ๑ ครั้ง

                     แล้วลงจากเมรุ

- พิธีกร   กรณีมีพระสงฆ์มาร่วมงาน  ให้นิมนต์พระสงฆ์ ขึ้นวางดอกไม้จันทน์ก่อน

               แล้วเชิญแขก  ขึ้นวางดอกไม้จันทน์ตามลำดับ

- เสร็จพิธี –

หมายเหตุ ให้จัดโต๊ะตัวสูง (เหมาะสม) ๑ ตัว ปูด้วยผ้าขาว  ตั้งไว้ด้านศีรษะของศพ  สำหรับวางโคมไฟ

                  หลวง และเครื่องขมาศพ  และจัดโคมไฟสำหรับต่อเพลิงพระราชทานจากพนักงาน

                  พระราชพิธี  นำไปรักษาไว้เพื่อใช้ในวาระสุดท้ายของพิธีพระราชเพลิงศพ

 

การเก็บอัฐิ

                                เมื่อการฌาปนกิจเสร็จแล้ว  การเก็บอัฐิ  บางรายเก็บในตอนเย็นของวันเผาเลย  ทั้งนี้ เพื่อ

จะทำบุญอัฐิให้เสร็จในคราวเดียวกัน  โดยเก็บอัฐิในเวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. แล้วนำไปตั้งบำเพ็ญกุศล

เช่นเดียวกับพิธีก่อนเผาในคืนวันนั้น เวลาประมาณ  ๒๐.๐๐ น. นิมนต์พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์  รุ่งขึ้น

ถวายภัตตาหารเช้า  แล้วนำอัฐิไปบรรจุหรือนำอัฐิไปบรรจุหรือนำกลับไปไว้ที่บ้าน ก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีฯ

แต่ส่วนมากจะเก็บอัฐิในวันรุ่งขึ้นเช่นเดียวกับพิธีทางราชการ

                                สำหรับชนบทบางท้องที่ นิยมเก็บในวันที่ ๗ จากวันเผา แล้วนำไปบำเพ็ญกุศลดังกล่าวมา

การเดินสามหาบ

                                การเดินสามหาบ  ก็คือพิธีเก็บอัฐินั่นเอง  แต่เป็นพิธีเก็บอัฐิแบบเต็มหรือแบบพิเศษซึ่งก็มี

อยู่หลายแบบ  ที่จะกล่าวต่อไปนี้คือ

                                รุ่งขึ้นเช้า  เจ้าภาพไปเก็บอัฐิ  เตรียมเครื่องบูชาและเครื่องสามหาบไปด้วย  คือเครื่อง-

ทองน้อย (ธูป ๑ เทียน ๑ ใส่เชิงเทียนเล็ก และดอกไม้ทำเป็น ๓ พุ่ม) ๑ ที่, สุหร่าย (ขวดโปรยน้ำ) ใส่น้ำ

อบไทย ๑ ขวด  พานใส่เงิน (เศษสตางค์) ๑ พาน  และโกศหรือผ้าขาวที่จะใส่อัฐิ  ของเหล่านี้ วางไว้ตรงข้างศีรษะอัฐิ

                                เมื่อพร้อมกันแล้ว  ก็ตั้งต้นเดินสามหาบ  คือ มีของไปถวายและเลี้ยงพระสงฆ์    ชุด

ชุดที่หนึ่งมีไตรครอง  เป็นประเภทเครื่องนุ่งห่ม ชุดที่สองมีสำรับคาว ๑ หวาน ๑ (เป็นเครื่องกิน) ชุดที่สาม

มีหม้อข้าว  เตาไฟ และเครื่องใช้

                                หรือจะจัดสามหาบอีกแบบหนึ่งก็ได้  คือจัดให้มีหม้อข้าว เชิงกราน พริก หอม กระเทียม

ฯลฯ อยู่ในสาแหรกข้างหนึ่งมีของคาวและของหวาน และจัดให้เหมือนกันอย่างนี้สามหาบ  จัดให้บุตรและ

หลาน หรือเครือญาติ ๓ คน  เป็นผู้หาบคนละหาบ

                                หรือสามหาบอีกแบบหนึ่ง จัดคนขึ้น ๙ คน แบ่งเข้าชุดละ ๓ คน  รวม ๓ ชุด ชุดหนึ่ง ๆ

มีดังนี้  คือ ถือไตร ๑ คน, ถือจาน  ช้อนส้อม และแก้วน้ำ ๑ คน, หาบสำรับคาวและหวาน ๑ คน  เดินเวียน

เมรุคนละหรือชุดละ ๓ รอบ  เวลาเดินให้ใช้เสียงกู่กันตามวิธีชาวป่า  เรียกกันว่า “ วู้ ๆ ๆ ” คนละ ๓ ครั้ง

แล้วจึงนำเครื่องสามหาบขึ้นตั้งยังอาสน์สงฆ์

                                เมื่อเดินสามหาบแล้ว  ก็ขึ้นไปเก็บอัฐิ  จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย  แล้ววางไตร ๓ ไตรบนผ้าคลุมอัฐินั้น  นิมนต์พระสงฆ์ขึ้นไปชักผ้าบังสุกุลนั้น  จากนั้นจึงเปิดผ้าคลุมออก  พรมน้ำอบและเก็บอัฐิใส่ที่ที่เตรียมไว้  แล้ววางอัฐิเก็บแล้วบนพาน  ส่วนเถ้าถ่านคืออังคาร ให้รวบรวมใส่ผ้าขาวที่รองนั้นรวบ

ชายขึ้น  แล้วห่อใส่ในที่ใส่อังคารที่เตรียมไป  แล้วเชิญอัฐิและอังคารกลับลงมาตั้งยังที่ทำบุญ  เลี้ยงพระสามหาบ  และบังสุกุลแล้ว  ก็เป็นอันเสร็จงานฯ หรือถ้าไม่มี ๓ หาบ  ก็เก็บอัฐิและอังคารแล้วบังสุกุล    ที่นั่น

เป็นอันเสร็จพิธีฯ ตอนที่ลงจากเมรุแล้ว  เมื่อกลับไปขึ้นบันไดที่บ้าน  เจ้าภาพโปรยเศษสตางค์เป็นการให้

ทานด้วย

 

แปรธาตุ

                                ประเพณีเกี่ยวกับการเก็บอัฐิมีอยู่ว่า  เมื่อถึงเวลาเก็บอัฐิ  จะเป็นในวันเผาหรือในวันรุ่งขึ้น หรือ ๓ วัน ๗ วัน หลังจากเผาเสร็จก็ตาม  ครั้งแรกให้ทำกองกระดูกให้เป็นรูปคนนอนหงาย  หันศีรษะ

ไปทางทิศตะวันตก สมมติว่าตาย  แล้วนิมนต์พระสงฆ์มาพิจารณาบังสุกุล  ตอนนี้เรียกว่า “ บังสุกุลตาย”

ผ้าทอดก็ได้  หรือไม่มีก็ได้  พระสงฆ์จะพิจารณาว่า “ อะนิจจา  วะตะ  สังขารา  อุปปาทะวะยะธัมมิโน

อุปปัชชิตตะวา  นิรุชฌันติ  เตสัง  วูปะสะโม  สุโข ” เมื่อพระสงฆ์พิจารณาบังสุกุลจนจบแล้ว  ก็ให้แปร

รูปอัฐินั้นใหม่  เป็นรูปคนหันศีรษะไปทางทิศตะวันออก  สมมติว่าเกิด  จากนั้น เจ้าภาพก็ใช้น้ำหอมประพรมและโปรยด้วยดอกไม้และเงินทอง  นิมนต์พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุลอีกครั้งหนึ่ง  คราวนี้เรียกว่า

“ บังสุกุลเป็น” พระสงฆ์  จะพิจารณาบังสุกุลว่า “ อะจิรัง วะตะยัง กาโย  ปะฐะวิง  อะธิเสสสะติ ฉุฑโฑ

อะเปตะวิญญาโณ  นิรัตถังวะ  กะลิงคะรัง ” แล้วทำการเก็บอัฐิ

                                เมื่อเก็บอัฐิตามต้องการแล้ว  อัฐิที่เหลือ รวมทั้งเถ้าถ่านให้รวบรวมไปบรรจุ  ลอยแม่น้ำ

หรือฝังในที่เหมาะสมต่อไป

ทำบุญอัฐิ (ออกทุกข์)

                                เมื่อเก็บอัฐิตอนเช้าและนำอัฐิไปถึงบ้านแล้ว  จะทำบุญในวันนั้นทีเดียว  หรือจะพัก

๓ วัน หรือ ๗ วัน จึงทำบุญอัฐิได้  รายการในพิธีฯ ก็มีสวดมนต์เลี้ยงพระสงฆ์ บังสุกุล เทศน์ มีตั้งบาตร

น้ำมนต์ เดินสายสิญจน์  เพราะเป็นการทำบุญเรือนให้เป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่ข้างหลัง  ในการทำบุญอัฐิ

(ออกทุกข์)  เจ้าภาพแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีต่าง ๆ จากสีขาว-ดำได้

-----------------------------

 

พิธีลอยอังคาร

ลำดับพิธี

การบูชาแม่ย่านางเรือ

- คณะญาติมิตรนำอังคารไปสู่ท่าเทียบเรือ

- พิธีกรนำประธานในพิธี ( ญาติอาวุโส ) ลงเรือก่อน นอกนั้นรอบนท่าเทียบเรือ

- ประธานฯ นำดอกไม้ธูปเทียน ( ใส่รวมในพาน จุดบูชาแม่ย่านางที่หัวเรือ )

   กล่าวบูชา และขออนุญาตแม่ย่านางเรือโดยประธานกล่าวเอง หรือพิธีกรนำกล่าว

คำกล่าวบูชาขออนุญาตแม่ย่านางเรือ

นะมัตถุ/  นาวานิวาสินิยา/  เทวตายะ/  อิมินา  สักกาเรนะ/  นาวานิวาสินิง/  เทวตัง/  ปูเชมิ/

                ข้าพเจ้า/  ขอน้อมไหว้บูชาแม่ย่านางเรือ/  ผู้คุ้มครองรักษาเรือลำนี้/  ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้

ด้วยข้าพเจ้า/  พร้อมด้วยญาติมิตร/  ขออนุญาตนำอัฐิและอังคารของ……………………….ลงเรือลำนี้/   ไปลอยในทะเล/  ขอแม่ย่านางเรือ/  ได้โปรดอนุญาต/  ให้นำอัฐิและอังคารลงเรือได้/  และได้โปรดคุ้มครองรักษา/  ให้ข้าพเจ้าและญาติมิตร/  กระทำพิธีลอยอัฐิและอังคาร/  ด้วยความสะดวกและปลอดภัย/  โดยประการทั้งปวง เทอญ

- คณะญาติมิตรนำอังคารลงเรือ

- ออกเรือไปยังจุดที่จะลอยอังคาร

การไหว้อังคารบนเรือก่อนทำพิธีลอยลงน้ำ

- เมื่อเรือแล่นถึงจุดหมายแล้วให้หยุดเรือลอยลำ

- พิธีกรเปิดลุ้งอังคารจัดเครื่องไหว้อังคารให้ประธาน ฯ

- ประธานฯ จุดธูปเทียนไหว้อังคาร สรงด้วยน้ำอบไทย  โรยดอกมะลิ  กลีบกุหลาบ  ดอกไม้อื่น ๆ

- เมื่อทุกคนไหว้อังคารเสร็จแล้วพิธีกรห่อลุ้งอังคารด้วยผ้าขาวยาว กว้าง๑/๒ เมตร รวบมัดด้วยสายสิญจน์  

   ทำเป็นจุกข้างบนแล้วสวดสวมพวงมาลัย

- พิธีกรแจกดอกกุหลาบให้คณะญาติมิตรคนละ ๑ ดอก

การบูชาเจ้าแม่นที – ท้าวสีทันดร

- พิธีกรจัดเครื่องบูชาเจ้าแม่นที – ท้าวสีทันดรให้ประธาน ฯ

- ประธาน ฯ จุดเทียน ๑ เล่ม และธูป ๗ ดอก ที่กระทงดอกไม้ ๗ สี

  กล่าวบูชา/กล่าวฝากอังคารกับเจ้าแม่นทีสีทันดร โดยประธาน ฯ กล่าวเอง หรือพิธีกรกล่าวนำ

 

 

คำกล่าวบูชา/กล่าวฝากอังคารกับเจ้าแม่นทีท้าวสีทันดร

( ตั้งนะโม ๓ จบ )

                นะมัตถุ/  อิมิสสัง/  มะหานะทิยา/  อะธิวัตถานัง/  สุรักขันตานัง/สัพพะเทวานัง/   อิมินา 

สักกาเรนะ  /  สัพพะเทเว/  ปูเชมะ.

                ข้าพเจ้าทั้งหลาย/  ขอน้อมไหว้บูชา/  เจ้าแม่นที/  ท้าวสีทันดร/  และเทพยดาทั้งหลาย/  ผู้สถิตคุ้มครองรักษาอยู่/  ในทะเลนี้/  ด้วยเครื่องสักการะนี้/ ด้วยข้าพเจ้าทั้งหลาย/ได้ประกอบกุศลกิจ/อุทิศส่วนบุญ/ แก่……………………/ผู้วายชนม์/  และกาลบัดนี้/  จักได้ประกอบพิธี/  ลอยอัฐิและอังคาร/ ของ………………………../พร้อมกับขอฝากไว้/ในอภิบาล/  ของเจ้าแม่นที/  ท้าวสีทันดร/  เจ้าแม่แห่งทะเล/  และเหล่าทวยเทพทั้งปวง/ ขอเจ้าแม่นที/ท้าวสีทันดร/ แม่ย่านางเรือและเทพยดาทั้งหลาย/ได้โปรดอนุโมทนา/ดลบันดาลให้ดวงวิญญาณของ……………………/จงเข้าถึงสุคติ/  ในสัมปรายภพ/  ประสบสุข/ในทิพยวิมาน/  ชั่วนิรันดร์กาลเทอญ.

วิธีลอย

เมื่อกล่าวบูชา/กล่าวฝากอังคารกับเจ้าแม่นที-ท้าวสีทันดร เสร็จแล้วพิธีกรเชิญทุกคนยืนขึ้นไว้อาลัยประมาณ ๑ นาที

- ประธานฯ โยนเงินเหรียญ ( ตามสมควร ) ลงทะเล เพื่อซื้อที่ตามธรรมเนียมแล้วลงบันไดเรือทางกาบ 

  ซ้าย ลอยกระทงดอกไม้  ๗ สีโดยใช้มือประคองค่อย ๆ วางบนผิวน้ำโดยให้ผู้ร่วมพิธีทุกคนถือ

   สายสิญจน์ด้วย

- หากกาบเรือสูงจากผิวน้ำมากเกินไป และไม่มีบันไดลงเรือ ให้ใช้สายสิญจน์ทำเป็นสาแหรก ๔ สาย  

   จำนวน ๒ สาแหรก คือใส่กระทงดอกไม้ ๗ สี ๑ สาแหรก และใส่ห่อลุ้งอังคาร ๑ สาแหรกหย่อนลงไป

   ( ห้ามโยน )

- เมื่อห่อลุ้งอังคารลงสู่ผิวน้ำแล้วให้โรยดอกกุหลาบ  ธูปเทียนตามลงไปและสิ่งของสำหรับไหว้บูชาที่

   เหลือทั้งหมดก็ให้โรยตามลงไปด้วย

- เรือวนซ้าย    รอบ

- เสร็จพิธี -

 

การเตรียมการ

ความเป็นมา       ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มต้นลอยอังคารมาในสมัยใด เป็นแต่เพียงสันนิษฐานว่าพิธีนี้ได้รับอิทธิพลมาจากชาวอินเดียซึ่งนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ความมุ่งหมาย     ถือคตินิยมว่าผู้ล่วงลับไปแล้วจะมีความร่มเย็นเป็นสุข แม้เกิดในภพใด ๆ ขอให้อยู่เป็นสุข เหมือนน้ำมีแต่ความชุ่มเย็น

เครื่องใช้ในพิธี     สำหรับบูชาแม่ย่านางเรือ ดอกไม้สด ๑ กำ หรือพวงมาลัย  ๑ พวง ธูป ๙ ดอก เทียน 

หนัก ๑ บาท  ๑ เล่ม พานเล็ก ๑ ใบ ( ใส่ดอกไม้ธูปเทียน ขณะบูชาแม่ย่านางเรือ ) เชือก ๑ เส้น ( สำหรับมัดธูป ดอกไม้ที่เสาหัวเรือ ) สำหรับบูชาเจ้าแม่นที-ท้าวสีทันดร กระทงดอกไม้ ๗ สี ๑ กระทง

ธูป ๗ ดอก เทียนหนัก ๑ บาท ๑ เล่ม พานโตก ( ขนาดกลาง ) วางกระทงดอกไม้ ๗ สี ๑ ใบสำหรับไหว้อังคารบนเรือ ลุ้งใส่อังคาร และผ้าขาวสำหรับห่อลุ้ง พวงมาลัย ๑ พวง ดอกมะลิ  กลีบกุหลาบ หรือดอกไม้อื่น ๆ ( สำหรับผู้ร่วมพิธีโรยบนอังคาร ) น้ำอบไทย ๑ ขวด ดอกกุหลาบเท่าจำนวนคนร่วมพิธี

ธูปเทียนเครื่องทองน้อย ๑ ชุด ( หรือธูป ๑ ดอก เทียนหนัก ๑ บาท ๑ เล่ม   พร้อมกระถางธูปเชิงเทียน

๑ ชุด ) สายสิญจน์ ๑ ม้วน พานโตกขนาดกลาง ( รองลุ้งอังคาร ) ๑ ใบ พานก้นลึกขนาดเล็ก ( ใส่ดอกไม้ต่าง ๆ ) ๑ ใบ พานก้นตื้น ( ใส่เงินเหรียญ ) ๑ ใบ

 

พิธีทำบุญ ๗ วัน  ๕๐ วัน  ๑๐๐ วัน

( การทำบุญ ๗ วัน ถ้าเสียชีวิตวันศุกร์  ให้ทำวันศุกร์ในสัปดาห์ต่อไป)

ลำดับพิธี

- พระสงฆ์ และผู้ร่วมพิธีพร้อม

- เจ้าภาพ  จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย  กราบ    ครั้ง

                 จุดธูปเทียนเบื้องหน้าอัฐิ หรือหน้ารูปภาพของผู้วายชนม์  เคารพศพแล้ว กลับมานั่งที่เดิม

- พิธีกร  นำบูชาพระ  กราบพระ

              อาราธนาศีล  ผู้ร่วมพิธี รับศีล

              อาราธนาพระปริตร

- พระสงฆ์ สวดพระพุทธมนต์

- พิธีกร  นำกล่าวถวายสังฆทาน

- เจ้าภาพ  ถวายภัตตาหารเพล

- เจ้าหน้าที่ เทียบเครื่องไทยธรรม

- เจ้าภาพ  ถวายเครื่องไทยธรรม

- พิธีกร  ลาดผ้าภูษาโยง

- เจ้าภาพ  ทอดผ้าบังสุกุล

- พระสงฆ์  พิจารณาผ้าบังสุกุล

- พระสงฆ์  อนุโมทนา

- เจ้าภาพ  กรวดน้ำ

- พระสงฆ์  กลับ

- เสร็จพิธี –