โดย
พ.ต.หญิง
อรทัย บุญชื่น อจ.รร.สร.พบ.

สวัสดีค่ะ.....โครงการเสนารักษ์
รักสุขภาพมาพบท่านอีกครั้งแล้วค่ะ หลังจากห่างหายกันไปเนิ่นนาน
เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการนำเสนอผ่านหน้า Web
page ซึ่งต่อไปคงได้พบกันอย่างสม่ำเสมอเช่นเคย
พวกเราชาวโรงเรียนเสนารักษ์ฯ ยังคงนำสาระดีๆที่น่าสนใจในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพมาเล่าสู่กันฟังต่อไปค่ะ
เรื่องแรกที่ขอนำเสนอได้แก่
เรื่องความสำคัญของการตรวจโรค (บทความนี้คัดมาจากหนังสือสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ
เล่ม 1 โรงพยาบาลวิชัยยุทธี
การตรวจโรคจะต้องเริ่มด้วยการซักถามประวัติการเจ็บป่วย
ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะการให้ประวัติดี ๆ บางครั้งแพทย์จะวินิจฉัยโรคได้เลย
ในทำนองเดียวกันถ้าให้ประวัติไม่ถูกต้องก็อาจทำให้วินิจฉัยผิดพลาดได้
มักจะเกิดจากผู้ป่วยเอง เนื่องจากเป็นเรื่องที่ผู้ป่วยและแพทย์ถาม-ตอบด้วยความไม่เข้าใจกัน
หรือไม่ทราบถึงความสำคัญของสิ่งที่ถูกถามว่าต้องการคำตอบสิ่งใด
ทำให้แพทย์แปลผิดไป คนไทยมักจะไม่ชอบเล่าเรื่องเจ็บป่วย
โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัว หรือในเรื่องส่วนตัวบางอย่างทำให้แพทย์มีความยากลำบากเมื่อต้องการรู้ประวัติการป่วย
ตั้งแต่เริ่มป่วยเป็นขั้นตอน หรืออาการทุกอย่างที่เกิดร่วมกันมาพร้อม
ๆ กับการรักษาต่างที่ได้รับมาแล้ว หรือที่เรียกว่า
ประวัติการป่วยปัจจุบัน ส่วนข้อเสียอีกประการหนึ่งก็คือแพทย์ส่วนใหญ่ตรวจผู้ป่วยจำนวนมากกว่าเวลาที่มี
จึงทำให้ไม่สามารถถามละเอียดได้ รวมทั้งไม่มีเวลาแม้แต่จะทำความสนิทสนมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย
พอที่จะได้รับฟังเรื่องราวปัญหาหรือความทุกข์ของผู้ป่วย
เป็นเหตุให้การวินิจฉัยและรักษาผิดพลาดได้

นอกจากนี้แพทย์ยังต้องการทราบ
การป่วยในอดีต ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม
เช่น ผู้ป่วยที่ปวดศีรษะมากอาจเกี่ยวกับผู้ป่วยถูกรถชนหมดสติเมื่อ
5 ปี ก่อน เป็นต้น โรคบางอย่างเป็นมาแล้วก็อาจกลับเป็นได้อีก
ประวัติการผ่าตัดมาก่อน ประวัติการแพ้ยามาก่อน
ประวัติครอบครัว
มีความสำคัญในการวินิจฉัยโรค เช่น ถ้าครอบครัวมีคนใกล้ชิดเป็นวัณโรค
ก็อาจเป็นเหตุของการป่วย ถ้าบิดามารดาเป็นเบาหวานผู้ป่วยก็อาจจะเป็นได้
ถ้ามารดาเป็นตับอักเสบชนิด บี เรื้อรังอาจถ่ายทอดมายังลูก
ถ้าบิดาเป็นมะเร็งตับ ลูกอาจมีไวรัส บี อยู่ ประวัติโรคหัวใจในบิดามารดาช่วยให้ต้องพิจารณาถึงผู้ป่วย
เป็นต้น
ประวัติส่วนตัว
ต้องการรู้อาชีพ ซึ่งมีความสำคัญ เพราะโรคหลายอย่างสัมพันธ์กับงานที่ทำ
จึงพบว่าเป็นความจริงและให้การรักษาได้ถูกต้อง
ฐานะการกินอยู่เป็นอย่างไร
มีสิ่งเสพย์ติดอะไรบ้างรวมทั้งเหล้า บุหรี่ หรือแม้แต่ยาที่รับประทานประจำ
ต้องถาม...ไม่ว่าจะเป็นยาธรรมดา ยาไทย ยาจีน ฯลฯ
อาการอ่อนเพลียหรือเลือดจาง หรือตับอักเสบ ถ้าไม่ซักละเอียดจะไม่รู้เลย
ประวัติการแพ้อาหาร ยาหรือสิ่งต่าง ๆ และประวัติชีวิตคู่
ไม่ว่าจะแต่งงานหรือเป็นโสดสำคัญมาก และเป็นปัญหาในคนไทยที่มักจะไม่ค่อยยอมบอกความจริง
จะต้องสอบถามกันอย่างมาก เช่น เด็กสาวที่มีอาการปวดท้องมากคล้ายไส้ติ่งอักเสบ
แต่เป็นปีกมดลูกอักเสบ ดังนั้นจะต้องซักประวัติการร่วมเพศด้วย
อาจต้องอธิบายว่า ถ้าเป็นจากปีกมดลูกอักเสบให้ยาก็พอ
แต่ถ้าเป็นไส้ต่งอักเสบจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด
ในเพศหญิงประวัติเกี่ยวกับประจำเดือนก็มีความสำคัญมาก
บางคนมาด้วยอาการอาเจียนมาก รักษาแบบโรคกระเพาะอาหารไม่หาย
กลับพบว่าเกิดจากการตั้งครรภ์
ผู้ป่วยไม่ควรแสดงความรำคราญที่ถูกซักถามมากๆ
เพราะอยากแต่จะ รักษาฉีดยา เพราะแพทย์เองก็สามารถซักถามประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียดและใช้เวลาซักถามผู้ป่วยแต่ละรายได้มากนักเพราะผู้ป่วยมีจำนวนมาก
เวลาที่จะเฉลี่ยให้แต่ละรายก็น้อย เลยถามไม่กี่คำ

ข้อแนะนำสำหรับผู้สนใจสุขภาพของตนเอง
และติดต่อกับแพทย์ที่คลินิกหรือโรงพยาบาลที่เก็บประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วยไว้อย่างดีอยู่เป็นประจำคือ
ควรมีสมุดบันทึกการเจ็บไข้ได้ป่วยที่สำคัญๆ ของตนเองไว้
รวมทั้งเมื่อป่วยครั้งหนึ่งๆ ควรบันทึกอาการสำคัญ
ๆ ไว้ให้แพทย์อ่าน จะช่วยย่นเวลาของแพทย์ได้ทราบประวัติดีกว่า
มีเวลาถามเพียง 2 3 ประโยค นอกจากนั้นการบันทึกจะมีประโยชน์มากเมื่อมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงเกิดขึ้น
และถ้าสามารถให้แพทย์ผู้ดูแลรักษาช่วยเขียนการวินิจฉัยและการรักษาไว้ให้ด้วยก็จะยิ่งมีประโยชน์มากขึ้น
โดยเฉพาะเกี่ยวกับการแพ้ต่างๆ เพราะผู้ป่วยมักจะไม่รู้จักชื่อยาทำให้ไม่สามารถบอกแพทย์ได้ถูกต้อง
หลังจากการซักถามประวัติแล้วแพทย์จะทำการตรวจร่างกาย
ซึ่งที่ถูกแล้วแพทย์จะต้องตรวจร่างกายอย่างละเอียดทุกระบบร่างกาย
เพราะถึงแม้ว่าโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์อาจจะอยู่ในระบบหนึ่งของร่างกาย
แต่โรคอาจไปอยู่ที่อวัยวะอื่นหรือว่าโรคเดียวกันอาจเกิดพร้อม
ๆ หลายอวัยวะ เช่นเป็นทั้งตับ ทั้งปอด ทั้งหัวใจ
หรือว่าโรคที่มาเกี่ยวกับตับแต่ผู้ป่วยรายนั้นอาจมีโรคอื่น
ๆ แทรกอยู่เดิมแล้ว เช่น เป็นโรคปอด
ในการตรวจละเอียดนี้
แพทย์จะใช้วิธีตาดู มือคลำและใช้เครื่องฟังเสียงตามที่ต่าง
ๆ ดังนั้น ในการตรวจเช่น การฟังจะต้องฟังที่ตัวผู้ป่วยการตรวจที่ถูกต้องจริง
ๆ จึงต้องถอด - คลายเสื้อผ้าเพียงพอที่จะตรวจได้
ไม่ใช่ฟังผ่านเสื้อผ้าของผู้ป่วยดังที่เห็นมีทำกันอยู่ทั่วไป
ไม่ว่าการแพทย์ก้าวหน้าไปเพียงใด มีเครื่องมือวิเศษราคาแพงเพียงใด
ก็ยังไม่สามารถทดแทนการตรวจโดยละเอียดโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญได้
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการทดสอบต่าง
ๆ
หลังจากได้ตรวจร่างกายแล้ว
แพทย์จะให้การวินิจฉัยเบื้องต้น คือ คิดว่าผู้ป่วยป่วยเป็นโรคอะไร
โดยคิดถึงโรคหลาย ๆ โรคที่ทำให้เกิดอาการและการตรวจร่างกายเป็นแบบเดียวกัน
ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยได้แน่นอนต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
หรือถ่ายภาพรังสี หรือการตรวจพิเศษอื่น ๆ ต่อไป
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ การตรวจเลือด
อุจจาระ ปัสสาวะ เป็นต้น ความสำคัญอยู่ที่ความเที่ยงของการตรวจ
หรือความเชื่อถือไก้ ซึ่งอยู่ที่เครื่องตรวจ น้ำยาที่ตรวจ
น้ำยามาตรฐาน และฝีมือของเทคนิคเชี่ยนที่ตรวจ
การตรวจทางรังสีหรือเอกซเรย์ก็เช่นกัน เช่นเดียวกับการตรวจทางแพทย์
ผลจะได้ดีหรือไม่อยู่ที่รังสีแพทย์ผู้ให้การตรวจ
นอกจากการเอ็กซเรย์แล้วยังมีการตรวจพิเศษอีกหลายอย่าง
เช่น ใช้กล้องส่องตรวจทางทวารหนัก (colonoscopy)
การตรวจกระเพาะอาหาร (gastroscopy) การส่องกล้องตรวจอวัยวะในช่องท้อง
(peritoneoscopy) การตรวจหัวใจด้วยไฟฟ้าอีซีจี
(ECG electrocardiography) ซึ่งช่วยบอกโรคหัวใจบางชนิดเท่านั้นได้
เช่น การเต้นผิดปกติ ขนาดหัวใจ หรือหลอดเลือดหัวใจ
หากต้องการตรวจให้ละเอียดจากอาการเจ็บแน่นหน้าอก
อาจตรวจโดยให้ออกกำลังที่เรียก exercise stress
test หรือตรวจechocardiogram การตรวจสมองด้วยไฟฟ้าอีอีจี
(EEG electroencephalography) หรือตรวจกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า
ที่เรียกว่าอีเอ็มจี (EMG e;ectromyography)
เป็นต้น

การวินิจฉัยโรค
เมื่อผ่านขั้นตอนการตรวจอย่างละเอียด
ครบถ้วน การวินิจฉัยโรคก็มักจะทำให้ได้ผลการวินิจฉัยโรคที่ค่อนข้างแน่นอนเป็นส่วนมาก
ถึงแม้ว่าบางครั้งจะบอกสาเหตุของการเกิดโรคโดยเฉพาะไม่ได้
ก็พอจะบอกระบบหรืออวัยวะที่เป็นโรคหรือมีการเปลี่ยนแปลงได้
บางครั้งแพทย์ยังคงบอกว่าไม่รู้ว่าเป็นอะไรแน่ภายหลังการตรวจอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ตาม
เพราะโรคบางชนิดการวินิจฉัยทำได้ยากมาก บางทีต้องรอผลการรักษาไประยะหนึ่ง
รอดูว่าต่อไปจะมีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือต้องผ่าตัดว่าพบอะไร
อย่าหลงเข้าใจว่ามีการ เลี้ยงไข้ ที่ชอบพูดกัน
ดังนั้นแพทย์ที่พบผู้ป่วยในระยะหลัง ๆ มักจะมีโอกาสวินิจฉัยโรคได้ดีกว่าแพทย์ที่ดูระยะต้นๆ
แต่บางทีก็ยากกว่าเพราะได้รับการรักษาจนมั่วมาแล้ว
จนถึงขั้นว่าบางรายถึงแก่กรรมแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร
ต้องรอผลการตรวจศพ ยิ่งกว่านั้นอีกไม่น้อยรายตรวจศพแล้วก็ยังไม่รู้แน่
อย่างไรก็ตามถ้าได้มีการตรวจตามขั้นตอนโดยละเอียดแล้ว
แพทย์ที่เชี่ยวชาญมักจะให้การรักษาได้ดีและถูกต้อง
การรักษา
แพทย์แผนปัจจุบันมีวิธีการรักษาหลายแบบ
เช่น การรักษาด้วยยา รักษาด้วยการผ่าตัด รักษาด้วยการใช้รังสีเอกซเรย์
กัมมันตภาพรังสี รักษาด้วยเสียง เช่น อุลตราซาวนด์
หรือรักษาด้วยความร้อน ความเย็น ด้วยไฟฟ้าและรวมถึงการรักษาทางจิตใจและการรักษาด้วยการฝังเข็ม
ซึ่งแพทย์ปัจจุบันยอมรับว่าได้ผลในบางกรณี แต่มีการรักษาบางอย่างที่ยังไม่รับกันโดยทั่วไป
เช่น การนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพ
การรักษาอาจแบ่งเป็นพวก
ๆ คือ
1.
การรักษาเฉพาะโรค เช่น เป็นไข้ไทฟอยด์ให้ยารักษาเชื้อไทฟอยด์
เป็นไส้ติ่งรักษาโดยการ ผ่าตัด
2.
การรักษาตามอาการ อาการไม่ใช่ตัวโรคแต่ก่อให้เกิดความทรมาน
ดังนั้นแพทย์มักต้องรักษาอาการร่วมไปด้วย เช่น
เป็นไข้ไทฟอยด์มีอาการปวดศีรษะต้องให้ยาแก้ปวดศีรษะลดไข้ไปด้วย
3. การรักษาประคับประคอง มักจะเป็นในแง่ของการให้อาหาร
น้ำ และเกลือแร่ ไวตามินต่าง ๆ เพื่อมิให้โรคเลวลงหรือมีโรคแทรกเกิดขึ้น
หรือแม้เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงมีความต่อต้านดีขึ้น
4.
การรักษาทางจิตใจ ซึ่งนับเป็นความสำคัญมากเพราะไม่ว่าโรคอะไรก็ตาม
แม้เป็นโรคทางกายก็มีเหตุทางใจเป็นองค์ประกอบอยู่
ได้แก่ ความกลัว ความวิตกกังวล ซึ่งแม้จะเป็นไปโดยสมเหตุสมผล
หรือบางรายมากเกินไปก็ทำให้โรคทรุดลงและบางรายไม่มีโรคทางกาย
แต่อาการที่เกิดทางจิตใจทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการรักษาทางจิตใจก็คือเวลา
เพราะแพทย์จะต้องมีเวลาพูดคุยกับผู้ป่วยได้นานพอ
และบางครั้งต้องปรึกษาแพทย์ทางจิตเวช ซึ่งเรื่องนี้ยังมีความไม่เข้าใจกันอยู่อย่างมาก

ลงวันที่
๑ ก.ค. ๕๓
|