สารบัญ
     คำนำ
     จากพลทหารถึงพลเอก
     การต่างประเทศ
     เป็นนายพล
     เป็นอาจารย์
     บุญทำกรรมแต่ง
     เก็บเล็กผสมน้อย
     เชื่อดวง
     ฟ้าลิขิตกับดวง
     เหตุการณ์ที่บังเอิญ
จากพลทหารถึงพลเอก

ผมเกิดในกระต๊อบหลังเวลาตีสี่เล็กน้อย ขณะที่พ่อออกไปตามหมอตำแยก่อนหน้านั้น ภายหลังจากที่แม่บอกพ่อว่าเจ็บท้องและน้ำทูนหัวแตก หมอตำแยมาถึงหลังจากผมออกมานอนคอยอยู่ระหว่างขาของแม่นานพอสมควร ในสภาพที่มีรกพันคออยู่ และยายได้ควักก้อนเลือดออกจากปากแล้ว

พ่อแม่อาศัยอยู่ในกระต๊อบข้างลำน้ำเล็กๆริมค่ายวชิราวุธด้านตะวันตก  แต่ในปัจจุบันอยู่ตรงไหนไม่ทราบได้ เพราะตั้งแต่จำความได้ ผมอยู่ที่กระต๊อบอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นแบบแฝด(ใช้หลังคาใบจากร่วมกับอีกครอบครัวหนึ่งซึ่งหัวหน้าครอบครัวเป็นช่างตัดผม)  กระต๊อบนี้ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของถนนสายกลาง(หลัก)ของค่าย และเยื้องๆ กับกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๕ (ปัจจุบันเป็นมณฑลทหารบกที่๔๑) ที่ตั้งอยู่ฝากตะวันตก  ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลค่ายวชิราวุธ ในปัจจุบัน

พ่อใช้ชีวิตทหารด้วยการสมัครเป็นทหารเกณฑ์ที่จังหวัดราชบุรี แล้วสมัครรับราชการต่อมา จนได้เป็นนายทหารประทวน(นายสิบ)เหล่าทหารสื่อสาร ถูกส่งไปประจำการในพื้นที่ภาคใต้ ที่จังหวัดสงขลา แล้วไปปักหลักที่จังหวัดนครศรีธรรมราช  รับราชการจนพ่อได้เป็นร้อยตรี  ได้รับสิทธิ์ให้เข้าพักในห้องแถวนายทหารสัญญาบัตร  แบบแถวละ ๕ ห้องที่ตั้งอยู่ชายทุ่งนาด้านตะวันออกของค่าย ได้อยู่ห้องตรงกลาง  ต่อมาไม่นาน ก็ได้ย้ายไปอยู่ห้องแถวอีกแห่งหนึ่ง โดยได้ห้องริมซ้ายมือ ทำให้ได้ใช้พื้นที่ว่างด้านข้างๆด้วย อยู่ที่นั่นจนพ่อเกษียณอายุหลังจากได้รับพระราชทานยศเป็นพันตรีแล้วประมาณ ๑๐ ปี

ผมเรียนที่โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์โยธินบำรุงในค่ายวชิราวุธ ข้างๆอนุสาวรีย์วีรไทย ตั้งแต่อยู่กระต๊อบแฝด  จนจบประถมปีที่หนึ่งขณะที่อาศัยอยู่ที่ห้องริมของห้องแถวที่มีหลังคามุงด้วยใบจาก    แล้วย้ายไปเรียนต่อประถมปีที่๒ ที่โรงเรียนพรสวัสดิ์วิทยา ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองนครศรีธรรมราชที่ต้องข้ามทางรถไฟซึ่งเคยเกิดอุบัติเหตุรถไฟชนรถรับส่งนักเรียนของทหาร มีนักเรียนเสียชีวิต ๗ คน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประมาณ ๑ ปี ก่อนที่ผมไปเรียนในลักษณะเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนกับพี่ชายที่ไปเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่หนึ่งที่นั่น(หลังจากจบประถมปีที่๔ที่โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์โยธินบำรุง)  ผมเรียนที่นั่นจนจบมัธยมศึกษาปีที่๓ และพ่อยังอาศัยอยู่ที่ห้องแถวห้องริมที่เปลี่ยนหลังคาเป็นสังกะสีแล้ว

ด้วยการที่ผมอยู่บ้านนอก จึงรู้จักสถานศึกษาที่จะเรียนต่อเพียง ๒ แห่ง คือโรงเรียนการช่าง กับโรงเรียนฝึกหัดครู ของจังหวัดนครศรีธรรมราช เท่านั้น  ผมสมัครเรียนครูแล้ว แต่ ฟ้าลิขิตให้ผมเป็นทหาร  โดยสั่ง(ลิขิต)เป็นจดหมายจากพ่อที่อยู่ระหว่างไปราชการที่กรุงเทพฯ  ที่ไปถึงมือของผมในเย็นวันพฤหัสบดี ก่อนวันปิดรับสมัครนักเรียนนายสิบในวันศุกร์  เป็นจดหมายที่มีเนื้อความสำคัญว่า  ขอให้ผมไปสมัครเรียนเป็นนักเรียนนายสิบ เพราะพ่อไม่มีเงินส่งให้เรียนครูได้

ผมเห็นความจำเป็นของพ่อที่มีผมเป็นลูกคนที่๔ จากทั้งหมด ๑๑ คน   ผมจึงต้องไปสมัครเป็นนักเรียนนายสิบในวันสุดท้ายของการรับสมัคร  ตอนนั้นผมมีรูปถ่ายเตรียมสมัครเรียนต่อไว้แล้ว ยังขาดสำเนาทะเบียนบ้าน กับใบสุทธิ ผมจึงต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าวันศุกร์โดยรถสองแถว ไปอำเภอเมือง คัดสำเนาทะเบียนบ้าน แล้วเดินไปโรงเรียนที่ห่างออกไปกว่า ๓ กิโลเมตร ไปขอใบสุทธิ จากครูใหญ่  แล้วเดินกลับไปที่ตัวเมืองเพื่อนั่งรถสองแถวกลับเข้าค่ายวชิราวุธ

ผมไปถึงกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่๕ ประมาณเวลา ๑๕ นาฬิกา เข้าไปสมัครอย่างเร่งรีบก่อนหมดเวลารับสมัคร แต่มีอุปสรรคเกิดขึ้นที่เอกสารประกอบการสมัคร  คืออักษรตัวสุดท้ายของชื่อของผมในสำเนาทะเบียนบ้านมี การันต์  ส่วนในใบสุทธิไม่มีการันต์  แต่ปัญหานี้แก้ง่ายมาก โดยเจ้าหน้าที่ที่รับสมัครได้ใช้ยางลบ ลบตัวการันต์ในสำเนาทะเบียนบ้านออกไป  ผมผ่านการรับสมัครได้หวุดหวิด และได้เข้าสอบตามวัน-เวลา จนประกาศผลการสอบ ผมสอบได้ลำดับที่๒ ของมณฑลทหารบกที่๕  มีสิทธิ์เลือกเหล่าที่กรมยุทธศึกษาทหารบกเปิดไปให้มณฑลทหารบกที่๕  ผมเลือกเหล่าเสนารักษ์

ผมได้เป็นทหารตามที่ฟ้าลิขิตแล้ว แต่ยังไม่จบแค่นั้น  กล่าวคือเมื่อเข้าไปเรียนหลักสูตรนักเรียนนายสิบเหล่าเสนารักษ์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าแล้ว  ผมรู้จักโรงเรียนเตรียมทหารมากขึ้น  รู้จักโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ามากขึ้น และรู้ว่าผมมีสิทธิ์ไปสอบเรียนต่อในโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งต้องเรียนต่อในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ด้วย  และผมก็ทำได้

จบการศึกษา ได้รับพระราชทานยศเป็น ร้อยตรี  ถูกบรรจุในตำแหน่งอาจารย์ผู้ช่วย แห่ง กองการศึกษา ของ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่ผมตั้งใจจะทำงานที่นั่นจนเกษียณอายุราชการ
แต่ก็ถูก ฟ้าลิขิต ให้ต้องให้ไปเรียนหลักสูตรเสนาธิการทหารบก  โดยไม่ต้องสอบแข่งขัน  เพราะผู้บัญชาการทหารบกในสมัยนั้น มีนโยบายให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้เสนอชื่อนายทหารในบังคับบัญชาที่ได้รับการพิจารณาแล้วว่าเหมาะสม ไปเข้าเรียนในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกได้โดยตรง  ทำให้ผมหยุดชีวิตอาจารย์ของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่ทำหน้าที่มา ๑๑ ปี ตั้งแต่บัดนั้น และเป็นเวลา ๒ ปีก่อนที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าจะย้ายไปอยู่ ณ ที่ตั้งใหม่ที่จังหวัดนครนายก

การสำเร็จหลักสูตรหลักประจำในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก เป็นใบเบิกทางไปสู่ตำแหน่งสำคัญๆ ในเส้นทางการรับราชการทหาร  ที่มุ่งสู่ ยศทหาร ระดับ นายพล  แต่ผมได้ดำรงตำแหน่งสำคัญไม่กี่ตำแหน่ง  และเป็นตำแหน่งที่ไม่สำคัญมากนักแม้ว่าจะเป็นตำแหน่งที่นับว่ามีชื่อเสียง(เงียบๆ) ได้แก่ ตำแหน่ง ทูตทหารระดับรอง ยศ พันโท ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น  กับตำแหน่ง ทูตทหารระดับหัวหน้า ยศ พันเอกพิเศษ ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และตำแหน่งสำคัญก่อนเป็นนายพลคือ รองเจ้ากรมข่าวทหารบก   (อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทูตทหารได้ที่ www.rta.mi.th/chukiat/)

ผมเป็นพลตรี ในตำแหน่ง ผู้ชำนาญการกองทัพบก ๖ เดือน กับตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ๒ ปี ๑ เดือน เป็นพลโท ในตำแหน่ง หัวหน้านายทหารประสานภารกิจทางทหารกับสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ๕ เดือน และตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ๑ ปี แล้วได้รับพระราชทานยศเป็นพลเอก จากการเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ๑ ปี

ผมเป็นทหารตั้งแต่ชั้นล่างที่สุด  คือเป็นนักเรียนนายสิบ ที่ถือว่าเทียบเท่ากับพลทหาร  เพราะถ้าเรียนไม่จบ  จะต้องไปเป็นพลทหารให้ครบเกณฑ์ ๒ ปี  ผมได้ไต่เต้ายศนายทหาร เริ่มจากยศ สิบตรี หลังจากสำเร็จการศึกษาหลักสูตรนายสิบ แล้วกระโดดข้ามมาเป็นร้อยตรีเมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รับราชการด้วยความบากบั่น ได้รับพระราชทานยศสูงขึ้นเป็นลำดับ  ผมอนุมานว่า  ฟ้าลิขิตให้ผมเป็นทหารที่สมบูรณ์แบบจริงๆ