อันโตนิโย กับ ไชล็อก


              วันที่ 24 มิถุนายน 1984 ที่มหานครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างการแข่งขัน กีฬาคนพิการชิงชนะเลิศของโลก ที่ผ่านมาอย่างเร้าใจแล้ว 2 - 3 วัน ถึงวันนี้ ฉันได้รับชัยชนะเป็นแชมเปี้ยนโลกกระโดดไกลหญิง ผู้คนในสนามต่างแสดงความชื่นชม เช่นเดียวกับคุณครูพร้อมเพื่อน ๆ ที่รุมเข้ามายินดี ต่อฉัน มีนักข่าวคนหนึ่งถามฉันว่า "หนูเปลี่ยนจากเด็กพิการเป็นแชมเปี้ยนโลกได้อย่างไร ?" ใช่แล้ว ฉันเป็นแชมเปี้ยนโลกได้อย่างไร

              ปีนี้ฉันอายุได้ 23 ปี ตั้งแต่เกิดมา คุณพ่อคุณแม่ของฉันก็เหมือนคุณพ่อคุณแม่คู่อื่น ๆ ที่หวังให้บุตรของท่านเป็นเด็กที่ทั้งดีทั้งงาม จึงตั้งชื่อให้ฉันว่า "หญ่าลี่" ( แปลได้โดยประมาณว่า ดี-งาม ) แต่ใคร ๆ จะรู้อนาคตว่า เมื่อฉันอายุได้ 2 ขวบ ฉันป่วยหนักแทบเอาชีวิตไม่รอด หมอต้องเฝ้าดูแล 3 วัน 3 คืน อย่างใกล้ชิด ฉันจึงมีชีวิตรอดมาได้ แต่ว่าดวงตาของฉันมองไม่เห็นอะไรอีกเลย ฉันกลายเป็นคนตาบอด

              ตั้งแต่นั้นที่บ้านของฉัน เมื่อซื้อหรือทำอาหารดี ๆ จะถูกประเคนตรงหน้าของฉันเป็นคนแรก คอยจนฉันทานอิ่มหรือไม่ทานแล้ว จึงจะให้น้องสาวของฉันทานต่อ คุณแม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ ๆ ให้น้องสาวเมื่อไร จะต้องซื้อให้ฉันด้วย 1 ชุด ฉันรู้สึกว่าในบ้านจะ ต้องดูแลฉันเป็นคนแรก หากไม่เช่นนั้น ฉันจะร้องไห้อย่างเสียงดังด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียว ทั้งยังแสดงความโกรธที่ไร้เหตุผลด้วย คุณแม่พูดว่า "หญ่าลี่ ! ลูกทำไมต้องแข่งกับน้องไปซะทุกเรื่อง ทั้งเรื่องอาหาร ทั้งเรื่องของใช้ต่าง ๆ แล้วก็ หนังสือเล่มนี้ ลูกนั้นมองไม่เห็น อ่านไม่ออก ลูกคงจะไม่ต้องการนะ !" ฉันได้ยินอย่างนั้น ก็ดึงหนังสือจากมือน้องสาวมาขว้างลงกับพื้นทันที ทั้งยังร้องไห้พลาง ตะโกนพลาง "ก็ อย่าให้น้องดูหนังสือ ซิ อย่าให้น้องอ่านหนังสือ ซิ !"

               คุณพ่อเห็นว่าฉันเป็นเด็กพิการ ไม่อยากตำหนิฉัน แต่อย่างนี้ยิ่งทำให้ฉันไร้เหตุผลไปในทาง ที่เลวร้ายยิ่งขึ้น ภายหลังท่านทั้งสองเห็นว่า หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป คงไม่ได้แล้ว จึงส่งฉันเข้าเรียนใน โรงเรียนสอนคนตาบอด เมื่อฉันอายุได้ 12 ปี

               ที่โรงเรียน บทเรียนแรกที่ฉันได้เรียนคือ การดูแลตัวเอง แต่ละวันจะต้องแต่งตัวเอง ทำความ สะอาดห้องด้วยตัวเอง หาน้ำมาล้างหน้าตัวเอง ฉันค่อย ๆ เรียนรู้การช่วยตัวเอง ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่อะไร ๆ ก็ให้คนอื่นช่วยทำตลอดมา นอกจากนั้นเมื่อกลับบ้าน ฉันยังช่วยทำงานในบ้านได้บ้าง จำได้ว่ามีอยู่ครั้ง หนึ่ง ในเวลาอาหารของวันอาทิตย์ ฉันได้ยินคุณแม่ทำกับข้าวอยู่ในครัว ฉันได้เข้าไปในครัวแล้วนำกับข้าว ออกมา วางที่โต๊ะอาหาร คุณแม่ดีใจที่สุด ฉันพูดว่า "อย่างนี้ คิดว่าอย่างไร ฉันเองแต่ละวันที่โรงเรียน ต้อง ทำเรื่องต่าง ๆ ของตัวเองด้วยตัวเอง ฉันซักผ้าได้ด้วยนะ" ดังนั้น ที่บ้าน คุณแม่จึงสอนให้ฉันสามารถทำงาน ต่าง ๆ ได้ ด้วย

               ที่โรงเรียน ฉันเรียน วรรณคดี คณิตศาสตร์ ดนตรี ภาษาต่างประเทศ ทำให้มีความรู้เพิ่มมาก ขึ้น นอกจากเรียนหนังสือแล้ว ทุก ๆ เช้า ฉันยังออกกำลังกายร่วมกับเพื่อน ๆ ในสนามกีฬา และตัวฉันเองยัง ได้รับการดูแลจากครู ให้ฝึกซ้อมกระโดดไกล หลังเลิกเรียนอีกด้วย

               แต่แน่นอน เรื่องต่าง ๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องราบรื่นเสมอไปมีเพื่อนนักเรียนพูดว่า "สุขภาพร่างกายดี มีประโยชน์อะไรหากแต่การ ตายก่อนสัก 2 - 3 วัน ยังช่วยประเทศชาติประหยัด เงินได้ ไม่น้อยนะ" ฉันรู้ว่ามีคนพิการไม่น้อยที่มีความคิดอย่างนี้ ตัวฉันเองก่อนหน้านี้ เมื่อประสบความ ยากลำบาก ก็มักจะรู้สึกท้อแท้เหมือนกัน

               มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังฝึกวิ่งทางไกลบนถนนสำหรับคนเดิน ไม่ทันระวัง วิ่งออกไป บนถนนที่รถยนต์วิ่ง มีรถยนต์เล็ก ๆ คันหนึ่งต้องเหยียบเบรกกระทันหัน จอดสนิทอยู่ตรงหน้าฉัน คนขับรถ ตะโกนด่าฉันว่า "ไม่ได้ลืมตาดูหรือไง คิดอะไรอยู่ !" ฉันได้ยินคำพูดนี้ เสียใจจนร้องไห้ออกมา ฉัน ค่อย ๆเดินกลับไปโรงเรียน งดออกกำลังกายไปหลายวัน ระหว่างนั้นฉันมักจะคิดว่า คนพิการไร้ประโยชน์ หรือเปล่า ? คนพิการสามารถทำอะไรเพื่อเป็นประโยชน์แก่สังคมได้นะ ! ฉันไม่อาจจะท้อแท้แน่นอน

               ตั้งแต่นั้น ฉันตั้งหน้าตั้งตาฝึกหัดร่างกาย แน่นอนว่า หลีกหนีความยุ่งยากไม่พ้น บางเวลาก็ รู้สึกหวาดวิตกถึงความยากลำบาก มีอยู่ครั้งหนึ่งอากาศร้อนมากด้วยแสงอาทิตย์ที่แรงกล้า ฉันได้แต่นั่ง พักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ มีอยู่อีกครั้ง รู้สึกกังวลว่าจะทำเสื้อผ้าสกปรก เวลาทำอะไรลงไปก็จะไม่ตั้งอกตั้งใจทำ กับ อีกครั้งหนึ่ง ฉันไม่สบาย จึงไม่คิดที่จะฝึกซ้อม แต่ว่าเมื่อเผชิญความยุ่งใจอย่างนี้ คุณครูจะเรียกฉันไปคุย ทั้งกระตุ้นและให้กำลังใจ ฉันจึงพยายามเอาจริงเอาจังต่อมา

               การบริหารทำให้ ร่างกายของฉันแข็งแรง ขึ้น และยิ่ง เพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้น ด้วย ฉันรู้สึกว่าชีวิตของฉันจะต้องงดงามและมีความหมาย เมื่อก่อนเวลามีแขกมาที่บ้าน ฉันมักจะไม่ อยากพบปะพวกเขา แต่เดี๋ยวนี้ คุณพ่อคุณแม่มักจะเรียกฉันออกมาแนะนำให้แขกรู้จัก ทั้งให้ฉันเสิร์ฟน้ำและ ผลไม้แก่แขกด้วย ในวันอาทิตย์ คุณพ่อคุณแม่จะนำฉันออกไปเที่ยวเล่น ชีวิตของฉันเป็นไปอย่างคน ธรรมดาทั่ว ๆ ไป

               ฉันพูดกับผู้สื่อข่าวคนนั้นว่า "ในบ้านที่มีเด็กพิการ ย่อมเป็นปัญหาสำคัญเรื่องหนึ่ง แต่การ เป็นพ่อแม่ ต้องไม่กลัวปัญหานั้น และไม่ควรให้มีการดูแลลูกคนนั้นมากเกินไป ควรจะช่วยให้เขาเอา ชนะ ความรู้สึกท้อแท้ ทำให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนคนธรรมดา อย่างนี้จึงจะทำให้เขาเป็น แชมเปี้ยนโลก ที่แท้ จริงได้"


ความเห็นของผู้เขียน

               เรื่องนี้ นอกจะเป็นตัวอย่างของความเพียรที่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังเป็นตัวอย่างของการดูแล เด็กด้อยโอกาสให้ประสบความสำเร็จได้วิธีหนึ่ง แต่ใช่ว่าความสำเร็จจะบังเกิดขึ้นตามตัวอย่างได้เสมอไป ชีวิต นั้นมีองค์ประกอบที่ซับซ้อนอีกมาก แต่ละสิ่งแวดล้อมย่อมมีวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกัน มนุษย์มีวิจารณญาณที่จะ พิจารณาหาเส้นทางไปสู่ความสำเร็จได้ทุกคน ขอให้โชคดี



โดย พันเอก ชูเกียรติ   มุ่งมิตร รองเจ้ากรมข่าวทหารบก
chukiati@rta.mi.th
๑๑ ต.ค. ๒๕๔๗

ขอเชิญติชม
กลับหน้าแรก