ประเทศจีนสมัยใหม่ได้หยั่งรากลึกมาจากสิ่งที่บรรพบุรุษมอบให้ยาวนานกว่า
๕,๐๐๐ ปี มรดกนี้เป็นความมั่งคั่งที่หลากหลายด้วยประเพณีและวัฒนธรรมที่เป็นต้นกำเนิดของความยวนใจที่สำคัญของจีน
ไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมาโลกตะวันตกต้องอยู่ในภวังค์แห่งความหลงใหลและ
งงงวยต่อประเทศจีน จนกระทั่งได้อ่าน การเดินทางของมาร์โคโปโล
เป็นครั้งแรก คนยุโรปส่วนใหญ่จึงได้สลัดความคิดที่ว่าเป็น จินตนาการบริสุทธิ์
ออกไป พวกเขาแทบไม่เชื่อว่ามีแผ่นดินนอกรีตโพ้นทะเลที่ใหญ่โตและร่ำรวยกว่า
ทั้งยังมากกว่าไปด้วย ประชากรที่ล้ำด้วยประสบการณ์ ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าเป็นอารยะกว่าพวกเขาเสียอีก
หลังจากที่พวกเขาค้นพบว่า
ประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่จัดได้ว่าเป็นปรากฎการณ์รวมทางประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณ
กรีกโบราณ และอาณาจักรโรมัน ผสมด้วยยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของยุโรป ความแตกต่างที่เด่นชัดคือมรดกของประเทศจีนเป็นความภูมิใจและการพิสูจน์ที่เห็นจริงได้ของใครสักคนที่เชื่อว่า
จักรพรรดิของเขาเป็นโอรสของสวรรค์
และแผ่นดินของเขาเป็นศูนย์กลางของโลก
นิยายเกี่ยวกับความกล้าหาญหรือการผจญภัยเริ่มเมื่อ
๕,๐๐๐ ปี ก่อนคริสต-ศักราช เมื่อชาวจีนที่รู้จักการขัดเกลาเครื่องมือหินที่ทำขึ้นได้ปักหลักตั้งถิ่นฐานในลุ่มแม่น้ำเหลือง
และแม่น้ำเว่ย ที่อุดมสมบูรณ์ที่ผู้คนอาศัยอยู่อย่างมีระเบียบที่ดี
เป็นสังคมเกษตรที่มีการป้องกันที่ดี อย่างเช่นที่ Banpo ที่ซึ่งพวกเขาสักการะเทพเจ้าแห่งลัทธิที่ถือว่าชีวิตเกิดขึ้นเพราะวิญญาณ
และมีการผลิตเครื่องปั้นดินเผา
ระหว่าง
๔ พันปีถัดมา ศิลปะการสงครามได้ถูกพัฒนาขึ้นเช่นเดียวกับความเชี่ยวชาญการผลิตไหมในยามปกติ
รวมทั้งความสามารถในการควบคุมระบบชลประทานที่ป้องกันน้ำท่วมได้
และได้กำเนิดราชวงศ์แรกที่ตรวจสอบได้คือ ราชวงศ์
Shang ระหว่างปี ๑๗๖๖ - ๑๐๖๖ ก่อนคริสตกาล พร้อมกับการรู้จักวิธีเขียนหนังสือ
และการสร้างเมืองเป็นเมืองแรกด้วย
ราชวงศ์
Zhou ระหว่าง ๑๐๖๐ - ๒๒๑ ก่อนคริสตศักราช เป็นจุดเบ่งบานของวรรณคดี
ศิลปะ และปรัชญา กับการกำเนิดของลัทธิขงจื้อ
และลัทธิเต๋า
กับผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ได้ถือกำเนิดพร้อมกับวิสัยทัศน์และความอำมหิตในการรวมประเทศ
พระองค์เรียกตัวเองว่า ฉิน ษื่อ หวง
ตี้ (จิ๋น ซี ฮ่อง เต้) หรือปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์ฉิน
ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่เป็นที่มาของชื่อประเทศจีน
(จาก ฉิน หรือ จิ๋น)
ราชวงศ์ฉิน
(Qin) ระหว่าง ๒๒๑ - ๒๐๖ ก่อนคริสตศักราช เป็นช่วงเวลาที่สั้น
แต่เป็นจุดหมายเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ประเทศจีน จักรพรรดิฉินได้นำโครงสร้างแห่ง
การป้องกันจำนวนมากมาเชื่อมต่อเนื่องกันเป็นปฐมของการเกิดกำแพงเมืองจีน
หรือกำแพงใหญ่ แล้วสร้างพระราชวังแห่งหนึ่ง ที่ได้กลายเป็นเมืองชื่อ
ฉาง อาน ซึ่งคือเมือง
ซี อาน ในปัจจุบัน
และสิ่งที่ทำเหมือนกับฟาโรห์คือ พระองค์ได้ทรงสร้างสุสานรวมที่บรรจุหุ่นทหารและม้าที่มีขนาดเท่าของจริง
และดูเหมือนมีชีวิตจริงไว้ด้วย
ในสมัยราชวงศ์ฮั่น
(Han) ระหว่าง ปี ๒๐๖ ก่อน ค.ศ. ถึง ปี ค.ศ.๒๒๐
เมือง ฉาง อาน กลายเป็นเมืองหลวงที่ยิ่งใหญ่ พร้อมกับการเกิดเส้นทางสายไหม
ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าจากยุโรป อินเดีย ตะวันออกกลาง
มายังประเทศจีน ยุคนี้พระพุทธศาสนาได้ถูกนำเข้ามาจากประเทศอินเดียด้วย
ส่วนการบริหารราชการแผ่นดินมีพื้นฐานตามลัทธิขงจื้อ และการผลิตกระดาษก็ได้เกิดขึ้นในยุคนี้
ระยะความร่ำรวยอันสงบได้สิ้นสุดลงเมื่อขุนพลของราชวงศ์ฮั่นได้แย่งชิงอำนาจกัน
จักรวรรดิถูกแบ่งแยก หลังจากราชวงศ์ฮั่น เป็นยุคแห่งการสงครามนาน
๓๕๐ ปี จนกระทั่งขุนพลหยาง
ได้สถาปนาราชวงศ์สุย
(Sui) ในปี ค.ศ.๕๘๑ เป็นราชวงศ์ที่มีอายุถึง ปี ค.ศ.๖๑๘
ราชวงศ์ถาง
(Tang) ระหว่างปี ค.ศ.๖๑๘ - ๙๐๗ เป็นยุคทองของประเทศจีน
มีจักรพรรดิที่ทรงวัฒนธรรมสืบบัลลังก์ปกครองประชาชนกว่า ๖๐ ล้านคน
เมืองฉางอาน กลายเป็นศูนย์กลางของโลกไร้พรมแดน
ทั้งภาษา และเชื้อชาติ ที่เต็มไปด้วยพ่อค้าจาก ทั่วโลก เต็มไปด้วยความดีที่สุดของศิลปิน/นักดนตรี,
สถาปนิก, นักเคมี, นักวิทยาศาสตร์ ผู้ผลิตดินปืน และการพิมพ์ นักวิชาการและพระในพุทธศาสนาชาวญี่ปุ่นที่รับวัฒนธรรมของราชวงศ์ถางกลับไปประเทศของตน
ราชวงศ์ถางสิ้นสุดลงหลังการปกครองโดยขุนพลนักรบนานประมาณครึ่งศตวรรษ
การรวมประเทศเกิดขึ้นอีกครั้งโดยราชวงศ์ซ่ง
(Song) ระหว่าง ค.ศ.๙๖๐ - ๑๒๗๙ งานศิลปะดำรงมาตรฐานที่ราชวงศ์หลัง
ๆ แข่งขันด้วยไม่ได้ ลัทธิขงจื้อถูกฟื้นฟูอีกครั้งและการเริ่มต้นใช้เข็มทิศเกิดขึ้นในยุคนี้
อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ.๑๒๗๙ ความอ่อนแอของราชวงศ์ซึ่งทำให้ประเทศจีนตกอยู่ในอำนาจของกองทัพมองโกล
ที่นำโดย กุบไลข่าน
ที่ได้สถาปนาราชวงศ์หยวน
(Yuan) ขึ้น ณ เมืองหลวงใหม่ ชื่อ ตาตู (Dadu) ณ พื้นที่ที่เป็นปักกิ่ง
ในปัจจุบัน มีอำนาจอยู่ระหว่าง ปี ค.ศ.๑๒๗๙ - ๑๓๖๘ จนกลุ่มกบฏฮั่น
สามารถขับไล่ ราชวงศ์หยวนที่มีผู้นำไร้ฝีมือออกไปได้
ราชวงศ์หมิง
(Ming) ระหว่าง ค.ศ.๑๓๖๘ - ๑๖๔๔ เป็นจุดฟื้นฟูศิลป- วัฒนธรรมและยุคของการขยายอาณาจักรที่รุ่งเรืองของประเทศจีน
กองเรือสินค้าของจีน มุ่งสู่อาระเบีย และ อัฟริกา ขณะที่พ่อค้าชาวปอร์ตุเกสได้รับอนุญาตให้ตั้งถิ่นฐาน
ณ สถานที่ที่กลายเป็นมาเก๊าในเวลาต่อมา
ในรัชสมัยหมิง
พระในนิกายเยซูอิตของโรมันคาทอลิกได้รับเกียรติให้ทำงานในราชสำนัก
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ การทำแผนที่ และการหล่อปืนใหญ่
แต่อีกอย่างหนึ่งก็คือการเผยแพร่คำสอนในศาสนาคริสต์
แต่จักรพรรดิได้ตกไปอยู่ใต้อิทธิพลฉ้อโกงของขันทีในราชสำนัก
นำไปสู่ความไม่พอใจของขุนนางฝ่ายบริหาร ผู้นำกบฎยึดได้เมือง Shaanxi
และ Sichuan โดยการหนุนหลังของพวกแมนจูที่ยึดครองแผ่นดินลงมาจากด้านเหนือ
จักรพรรดิหมิงองค์สุดท้ายได้ฆ่าตัวตายโดยการแขวนคอตัวเองนอกพระราชวังอิมพิเรียลในกรุงปักกิ่ง
ในขณะที่ กองทัพของพระองค์หนีลงใต้และแตกพ่ายที่สุดในปี ๑๖๔๔
ราชวงศ์แมนจู
หรือราชวงศ์ชิง
ระหว่าง ค.ศ. ๑๖๔๔ - ๑๙๑๑ ได้เริ่มมีบทบาทภายใต้การปกครองของจักรพรรดิ
Kangxi, Yongzheng และ Qianlong ผู้ซึ่งปกครอง แผ่นดินด้วยความเข้มงวดพร้อมกับการขยายอาณาเขต
ในครึ่งสมัยแรกของราชวงศ์ชิง ดินแดนที่ไปถึงได้ทางตะวันตกได้แก่
Yunnan, Tibet และ Xinjiang ถูกครอบครอง ทั้งโดยกำลังและการทำสนธิสัญญา
อังกฤษและมหาอำนาจตะวันตกยังคงทำการค้ากับจีนและมีสินค้าเพียง
อย่างเดียวที่สามารถรักษาสมดุลการค้าเมื่อเทียบกับชาได้คือฝิ่น
สิ่งนี้ทำให้คนจีนติดฝิ่นจนอ่อนแอ พร้อมกับการเกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างกว้างขวาง
ด้วยความตระหนกรัฐบาลได้ส่งข้าหลวงใหญ่ไปกวางโจว
เพื่อทำลายคลังฝิ่นที่มีจำนวนมากพอที่จะบริโภคได้
๑ ปี จนใน ๑๘๓๙ อังกฤษส่งเรือรบเข้ามาบีบบังคับให้จีนจ่ายค่าเสียหาย
เกิดสงครามฝิ่นที่ทำลายประเทศจีนเสียหายอย่างมาก
ถึงขั้นยอมให้อังกฤษได้ดินแดนฮ่องกงไปครอบครอง
และยอมให้เปิดท่าเรือต่อเนื่องหลายท่ารวมถึง เซี่ยงไฮ้
ให้แก่ต่างชาติ อิทธิพลและการแทรกแซงจากชาวตะวันตกแพร่กระจายทั่วแผ่นดินจีน
เป็นการบ่อนทำลายและหยามหน้ารัฐบาลจีนอย่างยิ่ง
ราชวงศ์ชิงที่ร่อแร่
(จวนจะสูญสิ้น) ถูกโค่นล้มในปี ๑๙๑๑ ภายใต้การปฏิวัติ ที่นำโดย ดร.Sun
Yat sen แต่ประเทศกลับถลำจมทันทีลงไปสู่การต่อสู้ระหว่างประชาชน
ที่ทำให้ประเทศอ่อนแอต่อการถูกรุกรานโดยกองทัพญี่ปุ่นในปี ๑๙๓๗ จนเมื่อสงครามสงบในปี
๑๙๔๕ ประเทศจีนต้องการรัฐบาลที่เข้มแข็งทั้งทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง
และจิตใจ เป็นจุดนำมาซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ที่นำโดย Mao Zedong
ผู้ซึ่งประกาศให้ประเทศจีนเป็น สาธารณรัฐประชาชนจีน
ณ ซุ้มเหนือประตู เทียนอันเหมิน
ของกรุงปักกิ่ง
นับจากนั้นประเทศชาติต้องอดทนต่อความยกลำบากหลายปี
ระหว่างการก้าว-กระโดดไปข้างหน้าที่ยิ่งใหญ่กับการปฏิวัติวัฒนธรรม
ขณะที่มีการปฏิรูปที่ดินและ อุตสาหกรรม
ในปี
๑๙๗๘ เติ้ง เสี่ยว ผิง
(Deng Xiaoping) ขึ้นครองอำนาจพร้อมกับนโยบายก้าวหน้าสำหรับมวลเศรษฐกิจ
และเปิดประเทศสู่ประชาคมโลก
จีนยังคงทำให้ตะวันตกงงงวยต่อประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและประหลาดของประเทศจีน
ในขณะที่แผ่นดินนี้ที่มีประชากรกว่า ๑ พัน ๓๐๐ ล้านคน กำลังแสวงหาหุ้นส่วนที่
ทันสมัยเพื่อความเจริญของประเทศต่อไป
|
จากผู้เขียน
เป็นเรื่องย่อของประวัติประเทศจีน
ที่คงจะช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพง่าย ๆ ของประเทศจีนได้บ้าง ผู้เขียนมิได้ค้นคว้าเพิ่มเติมจากการแปลจากบทความภาษาอังกฤษบทหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจที่จะนำมาถ่ายทอด
ขอยืนยันการปฏิบัติเดิมของผู้เขียนที่แปลมานำเสนอเท่านั้น ไม่มีการประมวลจากหลากหลายบทความมารวมกัน |
|