|
นักการศึกษาผู้ยิ่งใหญ่
(ขงจื๊อ) |
|
"ขงจื๊อ"
|
| มีชื่อเรียกว่า ข่งชิว คำว่า จื๊อ หรือ จื่อ เป็นคำเติมท้ายชื่อในลักษณะของการให้ความนับถือ เป็นคนยุค ชุนชิว ของประเทศ ลวี่กั๋ว (ปัจจุบันคือภาคใต้ของมณฑลซานตง) ขงจื๊อ เกิดในปี 551 ก่อน ค.ศ. และถึงแก่อนิจกรรมในปี 479 ก่อน ค.ศ. มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า บิดา มารดา ของขงจื๊อได้เซ่นไหว้ขอลูกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ภูเขา นี๋ซาน จึงได้ขงจื้อมา ภูเขานี๋ซานไม่ใหญ่ เป็นเพียงเขาเล็กๆ ที่ภาษาจีนเรียกว่า ชิว อีกทั้งศรีษะของขงจื๊อมีรูปร่างคล้ายภูเขา นี๋ซาน บิดามารดาจึงให้ชื่อว่า ชิว ( เรียกเต็มๆ ว่า ข่งชิว ) บิดาของขงจื๊อเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ได้เสียชีวิตเมื่อขงจื๊ออายุได้ 3 ขวบ มารดาต้องเลี้ยงดูขงจื๊อโดยลำพัง ตัวขงจื๊อเองสนใจการศึกษาตั้งแต่ยังเยาว์ มีข้อสงสัยไม่เข้าใจสิ่งใดจะต้องไถ่ถามจนกระจ่างประมาณอายุ 30 ปี ขงจื๊อเริ่มผูกพัน กับกิจกรรมด้านการศึกษา โดยได้ริเริ่มตั้งโรงเรียนเอกชนของตนเอง ไม่ว่าใครที่ต้องการเรียนจะต้องจ่ายค่าเรียน เขาสอนทุกๆ คน ในเนื้อหาที่สอนที่สำคัญได้แก่ พิธีการและดนตรี กิจกรรมของรัฐบาล หลักคุณธรรม/ จริยธรรม วรรณคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ความเป็นเหตุเป็นผลของการควบคุมตนเอง โรงเรียนของขงจื้อประสบความสำเร็จ ด้านการสอนวัฒนธรรมได้อย่างก้าวหน้า นี่เป็นประวัติศาสตร์การศึกษาที่มหัศจรรย์ของประเทศจีนทีเดียว กล่าวกันว่าขงจื๊อ ได้สอนลูกศิษย์ ์ถึง 3 พันกว่าคน ในจำนวนนี้มีลูกศิษย์ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอยู่ 72 คน ขงจื๊อ เป็นนักการศึกษาผู้ยิ่งใหญ่ ท่านมีความรักในอาชีพของท่านเป็นอย่างยิ่ง ในระยะหลายสิบปีที่ได้ฝึกฝน ตนเองท่านได้สรุปประสบการณ์ด้านการศึกษาไว้ไม่น้อย ท่านพูดว่า "ในกลุ่มคน 3 คนที่เดินมา ย่อมมีครูของท่านรวมอยู่ ด้วยกัน" ท่านมักจะใช้การเปรียบเทียบแบบนี้ เป็นคติแก่นักเรียนของท่าน เพื่อ การรู้จักถ่อมตัวต่อผู้อื่น ท่านได้พิจารณาว่า ใครสักคนที่กำลังเรียนหนังสือ ย่อมต้องมีความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง โดยเน้นที่ "รู้ จึงจะบอกว่ารู้ ไม่รู้ต้องบอกว่า ไม่รู้"และห้าม แสดงว่าเข้าใจต่อสิ่งที่ไม่เข้าใจเป็นอันขาด (ทั้งๆ ที่รู้อย่างเด่นชัดว่าตัวเองไม่รู้ แต่กลับพูดว่ารู้ ) ขงจื๊อจะระมัดระวังในการทำความเข้าใจต่อ จุดเด่น-จุดด้อย ของนักเรียนแต่ละคนเป็นพิเศษ ซึ่งจะทำให้สอน นักเรียนไม่เหมือนกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกศิษย์ชื่อ จื่อลู่ ถามขงจื๊อว่า "มีเรื่องดีๆ อยู่เรื่องหนึ่ง ควรหรือไม่ที่จะรีบไปทำเรื่องนั้น ให้สำเร็จในทันที" ขงจื้อตอบว่า "ไปปรึกษาผู้ใหญ่คนอื่นก่อน แล้วจึงจะไปทำเรื่องดังกล่าว" แต่มีนักเรียนอีกคนหนึ่งชื่อ ร๋านโหย่ว ได้ถามขงจื๊อว่า "มีเรื่องดีๆ อยู่เรื่องหนึ่ง ควรหรือไม่ควรที่จะรับไปทำเรื่องนั้นให้สำเร็จในทันที" คำตอบจากขงจื้อคือ "แน่นอนต้องรีบไปทำเรื่องนั้นให้บรรลุโดยพลัน" เพราะเหตุใดคำถามเดียวกัน ขงจื้อจึงตอบไม่เหมือนกัน เรื่องนี้มีเหตุผลที่ว่า ขงจื๊อรู้ว่าจื่อลู่ เป็นคนที่ทำงานแบบ สุกเอาเผากิน จึงบอกให้เขาไปปรึกษาผู้อื่น เพื่อคิดให้รอบคอบ ก่อนลงมือทำ ในขณะที่ ร๋านโหย่ว เป็นคนที่มักจะกลัว ไม่ค่อย กล้าลงมือทำอะไร ขงจื๊อ จึงต้องกระตุ้น ให้ร๋านโหย่ว มีความกล้าหาญที่จะลงมือทำงาน บนพื้นฐานของวิธีการเรียน ขงจื๊อมักจะยกเอาความรู้ที่ได้เรียนมา ขึ้นมาเป็นประเด็นว่าต้องทบทวน และฝึกฝน ทุกวัน เมื่อเชี่ยวชาญแล้ว จึงจะสามารถเปลี่ยนไปใช้ข้อมูลของตัวเองได้ ในด้านการศึกษากับความคิดที่ผูกพันกัน ขงจื๊อพิจารณาว่า การที่เพียงแต่อ่านหนังสือหรือ ฟังคำสอน แต่ไม่พินิจ พิเคราะห์อย่างจริงจัง ย่อมจะไม่สามารถ เก็บ หรือ ควบคุม ความรู้นั้นไว้ได้ ในขณะที่ หาก คิดสะเปะสะปะ ไม่ตั้งใจอ่านหนังสือ ก็จะมีผลให้เรียนไม่ถึงความรู้ที่ต้องการเรียนได้ ชีวิตส่วนใหญ่ของขงจื๊อทุ่มเทให้กับการศึกษา ในขณะที่ท่านสอนหนังสือยังได้เขียนเรื่องราวในยุคเก่า เป็นการอุทิศ ให้กับการเผยแพร่วัฒนธรรมโบราณของจีนออกไปด้วย ขงจื๊อจึงเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญยิ่งของวัฒนธรรมโบราณของจีน ขงจื๊อไม่เพียงแต่เป็นนักการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ของจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นนักคิดผู้มีชื่อเสียงด้วย ในความคิด ทางการเมืองนั้น ในด้านตรรกะแห่งศีลธรรม ล้วนมีวิสัยทัศน์ของตัวเอง ท่านเคยใช้เวลาถึง 30 ปี ท่องเที่ยวไปในดินแดน ประเทศต่างๆ เพื่อเผยแพร่วิสัยทัศน์ของท่าน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว ระบบการปกครองแบบ ชนชั้นศักดินา จึงได้พบว่า หลักนิยมของโรงเรียนลัทธิขงจื๊อ ที่ท่านสร้างขึ้นนั้น เป็นอาวุธทางความคิด ที่สามารถใช้เพื่อการ ดำรงไว้ซึ่งระบบศักดินา นั่นเอง ดังนั้นในสังคมศักดินาที่ยืนยาวประมาณ 2 พันกว่าปี ขงจื๊อจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ หลาย พันปีที่ผ่านมา หลักนิยม ของลัทธิขงจื๊อ จึงมีอิทธิพลต่อการปกครองประเทศจีนเป็นอย่างยิ่ง ภายหลังการตายของขงจื๊อ บรรดาลูกศิษย์ได้นำคำสอนของท่านมาทำหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ หลุนยวี่ ซึ่งต่อมาได้ถูก ถ่ายทอดเป็นข้อมูลที่สำคัญของการศึกษาวิจัยถึงหลักนิยมของขงจื๊อ |
|
แปลจากแบบเรียนภาษาจีนของมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมแห่งปักกิ่ง
โดย พันเอก ชูเกียรติ มุ่งมิตร E-mail : Chukiati@rta.mi.th เมื่อ 18 เม.ย. 2545 |