พ่อแม่คืนดีกันแล้ว


          ถึงตอนนี้ ผม อายุ ห้าขวบครึ่งแล้ว ในสายตาของผู้ใหญ่ ผมยังเป็นเด็กน้อยอยู่ แท้จริงแล้ว ในใจผมเข้าใจทุกอย่าง เพียงแต่การพูด ยังไม่สามารถถ่ายทอดออกมาให้ตรงกับที่คิดในใจได้
          คุณพ่อพูดว่า คืนนี้จะพาผมไปเที่ยวเทศกาลโคมไฟ เมื่อวานตอนค่ำ ผมดีใจมากจนนอนไม่หลับ ไม่รู้ทำไมจึงนึกถึงเรื่องราวในงานเทศกาลนี้เมื่อปีที่แล้ว

          วันนี้ของปีที่แล้ว คุณแม่พูดกับคุณพ่อว่า เที่ยวงานเทศกาลโคมไฟ 2 ครั้งก่อน มีแต่คุณแม่เท่านั้นที่พาผมไป คราวนี้คุณพ่อจะไปด้วยหรือเปล่า คุณแม่ยังเสริมว่า การเที่ยวชมโคมไฟนั้น มิใช่เป็นเพียงการหาความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มเติมความรู้ให้แก่เด็ก ๆ ได้ด้วย แต่คุณพ่อมิได้รอให้คุณแม่พูดจบ กลับสวนคำบอกว่าคุณแม่จู้จี้ และ
          "เด็ก ๆ น่ะ จะเข้าใจอะไร !"
          คุณแม่ดูเหมือนว่าไม่เห็นด้วย พูดอะไรออกมาอย่างหนึ่ง คุณพ่อขึ้นเสียง
          "ฉันกำลัง ทุ่มเท งานของฉัน"
          แล้วเดินเข้าห้องไปพร้อมกับปิดประตูเสียงโครมใหญ่ คงจะเข้าไป ทุ่มเท งานของท่านต่อไป คุณแม่โกรธอย่างรุนแรง ตะโกนออกมาว่า
          "ทุ่มเท ! ทุ่มเท ! รู้จักแต่จะทุ่มเท………."

          ขณะที่คุณพ่ออยู่ในห้องคนเดียวเพื่อ "ทุ่มเท" นั้น จะไม่ยอมให้ผมหรือคุณแม่เข้าไปหา มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเข้าไปเพื่อดูว่าคุณพ่อ "ทุ่มเท" อะไร แต่เพียงมองเห็นผมแว้บหนึ่ง คุณพ่อก็อุ้มผมขึ้นมาหอมแก้มครั้งหนึ่ง นำผมมาวางลงหน้าประตูแล้วปิดประตู ผมจึงไม่เข้าไปหาคุณพ่อในห้องอีกต่อไป
          คุณพ่อพูดบ่อย ๆ ว่า เวลายิ่งผ่านไปคุณแม่ก็ยิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้น และพูดถึงคนที่ต้อง "ทุ่มเท" นั้น การแต่งงานเป็นเรื่องผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ คุณแม่โกรธมากสุด ๆ และด่าคุณพ่อว่า "เลว" ผมก็มองเห็นว่าคุณพ่อ "ไม่ดี" ทุกครั้งที่คุณพ่อทำให้คุณแม่โกรธจนร้องไห้ ผมก็จะยิ่งเกลียดคุณพ่อมากขึ้น เฝ้านับวันเวลาที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จะช่วยคุณแม่ทะเลาะกับคุณพ่อ คุณแม่บอกว่า ต้องการ "หย่า" กับคุณพ่อ ถามผมว่าเห็นด้วยไหม ผมถามคุณแม่ว่า "หย่า" คืออะไร คุณแม่บอกว่า คือ การที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคุณพ่ออีกต่อไป กลับไปอยู่กับคุณยาย ผมจึงตอบว่า เห็นด้วย และ คุณยายดีต่อผมมาก
          คุณพ่อไม่ได้สนใจผมมากนัก และไม่รักคุณแม่ด้วย ไม่รักไม่สนใจก็ตามใจคุณพ่อประไร แต่คุณแม่รับไม่ได้ จะไม่ยุ่งเกี่ยวนั้นน่ะช่างยากลำบากจริง ๆ ก็ได้แต่ร้องไห้

          ปีที่แล้วคุณแม่พาผมไปเที่ยวชมโคมไฟด้วยความโกรธอย่างที่เล่า วันนั้นผู้คนออกมาเที่ยวกันมากมายจริง ๆ ไม่ง่ายเลยที่จะได้ดูโคมไฟมังกรเอย โคมไฟม้าเอย โคมไฟสิงโตเอย และที่ผมอยากดูมากเป็นพิเศษ คือโคมไฟรถไฟ แต่ตรงนี้คนแน่นมาก คุณแม่พาผมเบียดคนเข้าไปไม่ไหว ผมมองไม่เห็น รู้สึกรุ่มร้อนใจมากจนแทบจะร้องไห้ คุณแม่ให้กำลังใจว่า
          "ลูก ฟาน ฟาน อย่าร้อนใจ แม่จะลองเบียดเข้าไปใหม่"
          คุณแม่อุ้มผมขึ้นแล้วพยายามฝ่าผู้คนขึ้นไปข้างหน้า รำไร ๆ จะถึงด้านหน้าอยู่แล้ว ทันใดนั้นมีคนตัวใหญ่เบียดเข้ามาทางด้านข้าง บนบ่ามีเด็กน้อยรุ่นราวคราวเดียวกับผมนั่งอยู่ เด็กคนนั้นส่งเสียงดังขณะที่คนร่างใหญ่เบียดเข้ามา
          "ลุย ! ลุย ! พ่อลุย…"
          เขาเบียดดันเข้ามาด้านข้างของคุณแม่และผ่านขึ้นไปอยู่ด้านหน้าได้ เด็กคนนั้นดีใจสุด ๆ แต่ผมกับคุณแม่ถูกเบียดออกมาข้างนอก ผมร้องไห้ด้วยความโกรธ คุณแม่ก็ร้องไห้ อาจจะด้วยความรู้สึกคล้ายหัวใจจะสลายมั้ง
          ผ่านไปชั่วครู่ มีคุณน้าผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามามองคุณแม่แล้วพูดว่า พ่อของเด็กไปไหน ทำไมไม่มาด้วย พร้อมกับเสนอตัวที่จะให้แฟนของคุณน้าอุ้มผมเข้าไปดู คุณแม่ไม่รับข้อเสนอ แต่บอก ขอบคุณ แล้วอุ้มผมออกไป
          การชมโคมไฟครั้งนั้นแย่มาก ๆ คุณแม่ได้แต่ร้องไห้ ผมยิ่งปลอบคุณแม่ก็ยิ่งร้องไห้อย่างไม่อายผู้คน ท้ายที่สุด เราทั้งสองก็ต้องกลับบ้านแต่หัวค่ำ ระหว่างทาง คุณแม่พูดถึงคำว่า "หย่า" ให้ผมได้ยินอีก และบอกว่าคืนนี้จะไปบ้านคุณยาย ผมดีใจมาก

          พวกเราไปอยู่บ้านคุณยายได้ครึ่งปี คุณแม่ไปทำงาน คุณยายพาผมไปเดินเล่น
          "น่าน ! อย่างนั้นซิ ! ดีจริง ๆ"
          คุณแม่ "หย่า" กับคุณพ่อ เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ

          เสาร์วันหนึ่งตอนค่ำ พวกเรากำลังนอนเล่นอยู่บนเตียง คุณแม่กำลังเล่านิทานให้ผมฟัง จู่ ๆ คุณพ่อก็เข้ามา เป็นครั้งแรกในรอบครึ่งปีที่คุณพ่อมาที่บ้านคุณยาย คุณแม่ไม่ทันเห็น ผมเห็นแล้ว คุณพ่อยืนอยู่ที่ปากประตู มองมาที่คุณแม่ มองมาที่ผม ไม่พูดจา ผมสะกิดคุณแม่ และพูดว่า
          "เขามาแล้ว ! คุณแม่ ! เขามาแล้ว !"
          คุณแม่เงยหน้าขึ้น เห็นคุณพ่อก็ตกตลึง ทั้งสองนิ่งเงียบเป็นนานสองนาน มองกันไป มองกันมา จนคุณพ่อมีคำพูดหลุดปากออกมาว่า คุณพ่อผิดไปแล้ว วันนี้มาขอโทษคุณแม่ และต้องการที่จะรับคุณแม่กับผมกลับไปบ้าน
          คุณแม่ฟังคำคุณพ่อแล้ว ครู่ต่อมาก็ร้องไห้ วางหนังสือลงบนเตียง แล้วกระโดดลงจากเตียงไปกอดคุณพ่อ โธ่เอ๋ย ! คุณแม่เปลี่ยนแปลงเร็วเหลือเกิน แค่คุณพ่อพูดจบคุณแม่ก็เปลี่ยนแปลงทันที แต่ผมมิได้คิดที่จะตามคุณพ่อกลับไปแม้แต่น้อย ผมไม่ชอบที่จะอยู่กับคุณพ่อ ผมรักที่จะอยู่กับคุณยาย ต่างหาก
          คุณพ่อก้าวเข้ามาจะอุ้มผม ผมวิ่งหนีในทันใด ไม่ยอมให้คุณพ่ออุ้ม ผมจะไม่กลับไปแน่นอน ผมไม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างที่คุณแม่เป็นหรอก
          คุณยายรบเร้าให้ผมกลับบ้าน ผมยังไม่ยอม ผมพูดว่า
          "คุณพ่อไม่ดี ชอบทำให้คุณแม่โกรธ ผมจะไม่ยอมกลับ"
          คุณพ่อพูดกับผมว่า
          "ฟาน ฟาน ! เมื่อก่อนพ่อไม่ดี ขอโทษนะลูก ต่อไปพ่อจะคูแลลูกและคุณแม่อย่างดีแน่นอน"
          "ผมไม่ ! ผมยังไม่ !"
          สุดท้าย คุณพ่อได้แต่พูดว่า "อย่างนั้น พรุ่งนี้พ่อค่อยมารับนะ"

          วันถัดมา คุณพ่อมาแล้ว อุ้มผมไว้ในทรวงอก แล้วชวนคุณแม่ออกจากบ้านคุณยาย เมื่อเดินผ่านประตูเมือง ผมถามคุณแม่ว่า วันนี้เราไม่เข้าไปเที่ยวในเมืองหรือ ได้รับคำตอบจากคุณแม่ว่า
          "กลับไปเก็บกวาดบ้านก่อนเถอะนะ ฟาน ฟาน แล้วค่อยออกไปเที่ยว"
          คุณพ่อพูดในสิ่งที่คาดไม่ถึงว่า
          "บ้านช่องเก็บกวาดเรียบร้อยแล้วละ พวกเราไปเที่ยวกันเถอะ !"
          พวกเราเที่ยวเล่นในเมืองทั้งวัน ดูภาพยนตร์ และยังซื้อรถไฟของเล่นอีกด้วย ดีอะไรอย่างนั้น ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่คุณพ่อพาพวกเรามาเที่ยวในเมือง
          หลังจากนั้น คุณพ่อมีเรื่องอะไรก็จะปรึกษาคุณแม่ แล้วยังนำบทประพันธ์ที่คุณพ่อ "ทุ่มเท" เขียนไว้ มาอ่านให้คุณแม่ฟัง คุณแม่ดีใจมาก ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ไม่ร้องไห้อีกต่อไป พร่ำพรรณนาให้ผมฟังว่า คุณพ่อดีมาก ๆ
          คุณพ่อซื้อโต๊ะมาให้ผมตัวหนึ่ง บอกว่าตอนนี้ให้ผมใช้วางของเล่น เมื่อเข้าโรงเรียนแล้วให้ใช้วางหนังสือ หลังจากทานอาหารค่ำ คุณพ่อมักจะเล่านิทานให้ผมฟัง หรือไม่ก็เล่นรถไฟของเล่นกับผม คุณพ่อมีความรู้ดีมาก ไม่ว่าผมจะถามอะไร ท่านตอบได้หมด ท่านเล่านิทานได้เก่งกว่าคุณแม่มากเลยละ
          คุณพ่อยังชอบช่วยคุณแม่ทำงาน คืนหนึ่งคุณแม่จะซักผ้า คุณพ่อไม่ยอมให้คุณแม่ทำ บอกให้คุณแม่ไปดูทีวี พรุ่งนี้คุณพ่อจะซักเอง คุณแม่บอกให้คุณพ่อ "ทุ่มเท" งานของคุณพ่อเถอะ คุณพ่อจึงบอกว่าช่วยกันซักก็แล้วกัน คุณแม่ยังไม่ยอม คุณพ่อกระวนกระวาย ลุกขึ้นยืนข้าง ๆ แล้วพูดเสียงดัง
          "หากไม่ให้ฉันซัก ฉันจะยืนอยู่อย่างนี้ตลอดไป งานทั้งหลายในบ้าน ฉันจะทำทั้งหมด จะไม่ ทุ่มเท เขียนหนังสือต่อไปอีกแล้ว"
          ถึงตอนนี้ผมเห็นคุณแม่ดูเหมือนอยากจะร้องไห้ นับจากวันที่กลับจากบ้านคุณยาย ผมก็คิดว่าดีแล้วนะ คุณพ่อยังจะมาทำให้คุณแม่โกรธอีก ผมเข้าข้างคุณแม่ทะเลาะกับคุณพ่อดีกว่า กำลังที่ผมจะวิ่งเข้าไป ก็ให้เห็นคุณแม่กอดและหอมแก้มคุณพ่อ เอ๊ะ ! ประหลาดจริง ๆ !
          คุณแม่เคยบอกว่า อะไร ๆ ในบ้าน คุณพ่อไม่ยอมทำเลย ตอนนี้คุณพ่อต้องการเป็นผู้ทำแล้ว คุณแม่กลับไม่ยอมให้เป็น คงจะเกือบร้องไห้แล้วมั้ง จึงต้องหอมคุณพ่อ หมดหนทางจริง ๆ แล้วหรือ คุณแม่ !

          เมื่อคืนนี้ผมก็ยังเฝ้าคิดแต่เรื่องเดิม หลับไม่ลง วันนี้ทั้งวัน ผมไม่อยากทำอะไรเลย ได้แต่คอยให้มืดเร็ว ๆ จะได้ไปเที่ยวเทศกาลโคมไฟ คิดถึงโคมไฟรถไฟของปีที่แล้วคันนั้นว่า ปีนี้จะมีหรือไม่มีนะ
          ไฟตามถนนสว่างแล้ว คุณพ่อเข็นรถจักรยานให้ผมนั่ง คุณแม่เดินเคียงไปข้าง ๆ พวกเราไปดูโคมไฟกันแล้ว ! ผู้คนในสวนสาธารณะเทียบกับปีที่แล้วยังมากอยู่ คุณพ่อเปลี่ยนมาเป็นอุ้มผมไว้ คุณแม่กอดแขนคุณพ่อแน่น เหมือนกับกลัวว่าจะถูกเบียดหายไป ผมตะโกนเสียงดังว่า
          "คุณพ่อครับ ! ให้ผมนั่งบนบ่าของคุณพ่อเถอะครับ ให้คุณแม่ดันหลังคุณพ่อ เร็ว ๆ เข้า เอ้า ! ดัน !"
          คุณพ่อสูงมาก ผมนั่งบนบ่าคุณพ่อ สูงเด่นเป็นสง่ากว่าคนอื่น ๆ ผมดีใจมากที่สุด
          "คุณพ่อ ลุย ! คุณพ่อ ลุย !"
          คุณพ่อเก่งมาก ไม่มีใครกล้าดันพวกเราออกมา คุณพ่อยังดึงคุณแม่ไว้ด้วย ในที่สุดก็เข้าไปอยู่ด้านหน้าจนได้ ครั้งนี้ผมมีความสุขมาก อยู่บนบ่าคุณพ่อ โคมไฟอะไร ๆ ก็เห็นหมด ตอนกลับบ้านคุณพ่อพูดว่า วันนี้ท่านเปลี่ยนเป็นเด็ก ๆ เหมือนผม อยากดูโคมไฟไปทั้งหมด แล้วยังบอกว่า โคมไฟบางโคมนั้นไม่สวย หากท่านลงมือทำเอง จะสวยและน่าดูกว่ามากทีเดียว
          ตอนที่เราผ่านหน้าที่ทำการไปรษณีย์ คุณแม่หยิบซองจดหมายขนาดใหญ่ขึ้นมาจะนำไปใส่ในตู้ไปรษณีย์ คุณพ่อเห็นแล้วก็พูดว่า
          "แม่เป็นธุระให้พ่อด้วยนี่นา….."
          คุณแม่บอกว่า
          "เธอรู้สึกว่า งานประพันธ์ที่ประสบความสำเร็จนั้นเป็นความสุข ฉันรู้สึกว่า การมีชีวิตที่ต้องเติมความ "ทุ่มเท" นั้น เป็นความสุขจ้ะ !"
          คุณพ่อกอดคุณแม่ไว้ มองไปทางทิศตะวันตก แล้วหันมาหอมแก้มคุณแม่ ยังหันมาอุ้มผมไว้ในอ้อมกอด ตอนนี้ผมรู้สึกว่า
          "คุณพ่อดีที่สุดเลย !"
----------
จากผู้เขียน
          เด็กน้อยผู้เล่าเรื่องนี้ อายุ 5 ขวบครึ่ง เขาอ้างว่าเขาเข้าใจอะไร ๆ ทุกอย่างแล้ว ขอให้ท่านผู้อ่าน หรือ ท่านผู้ฟังได้ยอมรับคำของเด็กน้อยคนนี้ไว้พิจารณาด้วยนะครับ น่ารักดีนะครับ เด็กอะไรเก่งเหลือเกิน ใช้ภาษาได้เก่งกว่าผู้ใหญ่เสียอีก
          ปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่าง บิดา กับ มารดา มีผลกระทบต่อ ลูก ๆ อย่างแน่นอน เป็นปัญหาที่มีให้เห็นทั่วโลกมาตั้งแต่โบราณ มิใช่เพิ่งเกิดในยุคโลกาภิวัตน์นี้
          ผลกระทบหลากหลาย ทำให้เด็ก ๆ มีชีวิตที่ไม่ควรจะเป็น การกลับคืนดีกันของพ่อ แม่ เป็นเรื่องที่ดีที่สุด อย่างเช่นที่ หนูน้อย ฟาน ฟาน ได้รับ ซึ่งนับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคมครอบครัว ตัวอย่างหนึ่ง
          14 เมษายน เป็น วันครอบครัว ของคนไทย ขอให้ทุก ๆ ครอบครัวมีความสุขทั่วกัน

 

พันเอก ชูเกียรติ    มุ่งมิตร รองเจ้ากรมข่าวทหารบก
chukiati@rta.mi.th
๑๑ เม.ย. ๒๕๔๖

ขอเชิญติชม
กลับหน้าแรก