หลู่ ซวิ่น กับ ไห่ อิง


          ในปี ค.ศ. 1929 เดือน กันยายน วันที่ 25 เวลาค่ำ ท่าน หลู่ ซวิ่น แม้ทำงานหนักทั้งวันจนเหนื่อยล้า และมีท่าทางง่วงนอน แต่ยังคงทำงานอยู่จนข้ามวันถึง ตีสาม ของเช้าวันที่ 26 จึงไปเข้านอน ท่านหลับไปได้ไม่นาน ชีวิตน้อย ๆ ในครรภ์ของฉัน เริ่มขยับตัว แม้ว่าจะรู้สึกเจ็บท้องมาก แต่ฉันก็ยังอดทน ไม่ปลุกท่านทันที จนกระทั่ง 10 โมงเช้า จึงบอกท่าน ท่านแม้กำลังงัวเงีย ก็รีบพาฉันส่งโรงพยาบาลในบัดดล
          เช้าตรู่ วันที่ 27 หลังจากเจ็บท้องมาเป็นเวลา 28 ชั่งโมง ลูกน้อยของเราก็ได้กำเนิดออกมาสู่โลก พร้อมกับเสียงร้อง นับแต่เวลานั้น ท่าน หลู่ ซวิ่น ก็ได้ นำความรักของบิดามาให้บุตร อย่างเต็มที่ คุณหมอบอกว่า ให้หาใครสักคนมาดูแลเด็ก แต่ท่าน หลู่ ซวิ่น ไม่เห็นด้วย ต้องการดูแลบุตรด้วยตนเอง เราทั้งสองคนไม่มีประสบการณ์ แต่ก็ไม่เชื่อถือต่อประสบการณ์ของผู้อื่น ท่านเชื่อถือเฉพาะคำบอกของคุณหมอ และ หนังสือแนะนำเท่านั้น ทำให้เกิดเรื่อง เปิ่น ๆ เชย ๆ น่าขำหลายเรื่อง อย่างเช่น ท่านจะอาบน้ำให้ลูก ไม่ได้ใช้น้ำที่ค่อนข้างอุ่น อุณหภูมิของน้ำเย็นลงอย่างรวดเร็วมาก เพียงลมพัดมาโชยหนึ่ง ลูกน้อยก็เป็นหวัดเสียแล้ว
          ลูกน้อยเกิดมาแล้ว ท่าน หลู่ ซวิ่น แต่ละวันจะไปโรงพยาบาล 2 – 3 ครั้ง ท่านชอบมองแก้มลูกอย่างเงียบ ๆ ท่านพูดว่า ลูก หน้าเหมือนท่าน ทั้งยังแสดงออกมาว่า “พ่อ หล่อ สู้ลูกไม่ได้”
          คำพูดนี้เป็นที่พอใจมาก ท่านถามฉันว่า ตั้งชื่อให้ลูกหรือยัง เมื่อได้คำตอบว่า ยัง ท่านพูดว่า
          “ฉันคิดคำขึ้นมาได้ 2 คำ เธอลองคิดดูอย่างนี้นะ เพราะว่า ลูกของเราเกิด ใกล้ทะเล ที่ “ซ่าง ไห่” ( หรือ ที่ออกเสียงแบบไทยว่า เซี่ยง ไฮ้ ) เป็นทารกน้อยคนหนึ่ง เราเรียกลูกว่า ไห่ อิง ( แปลว่า ทารกทะเล : ผู้เขียน ) เป็นไง ? ชื่อนี้มีความไพเราะ ตัวหนังสือก็เขียนง่าย คำแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ( ภาษาอังกฤษ : ผู้เขียน ) ก็ง่าย ๆ หากว่าเมื่อเขาเติบใหญ่ ไม่ชอบชื่อนี้ ก็สามารถเปลี่ยนด้วยตัวเองได้ ชื่อของฉัน ก็เป็นชื่อที่ฉันเปลี่ยนด้วยตัวเองนะ”
          ดังนั้น “ไห่ อิง” จึงเป็นชื่อของเด็กตั้งแต่นั้นมา

          ท่าน หลู่ ซวิ่น เป็นบิดาที่ดีคนหนึ่ง ต้องการให้ฉัน และ ลูก ได้พักผ่อนมาก ๆ ได้ย้ายสิ่งของลงไปทำงานที่ชั้นล่าง เวลากลางวัน ฉัน ดูแลลูก เมื่อถึงเวลา 2 ยาม ท่านจะขึ้นมาชั้นบน รับหน้าที่ดูแลลูก ให้ฉันพักผ่อน
          ที่ฉันกลัวที่สุดคือ กลัวว่า ไห่ อิง จะป่วย เขาป่วยแต่ละครั้งจะกระทบต่อการทำงานของท่าน หลู่ ซวิ่น ท่านจะต้องเป็นคนนำ ไห่ อิง ไปหาหมอด้วยตัวเอง ตกค่ำก็จะดูแล – กล่อมให้เขาหลับ หากว่า วันวัน ไม่คิดถึงเรื่องทำงาน ประมาณว่า ท่าน หลู่ ซวิ่น คงจะเล่นกับ ไห่ อิง ทั้งวัน

          ไห่ อิง ชอบขี่หลังคุณพ่อเหมือนขี่ม้า และมักจะกินขนมพลางพูดพลาง มีปัญหามากมายออกจากปากของเขามาถาม
          “คุณพ่อครับ ! คุณพ่อเกิดมาจากใคร ครับ ?”
          “พ่อเกิดมาจาก คุณพ่อ และ คุณแม่ ของพ่อเอง”
          “คุณพ่อ กับคุณแม่ ของคุณพ่อ เกิดมาจากใคร ครับ ?”
           “ท่านเกิดมาจาก คุณพ่อ และ คุณแม่ ของท่านทั้งสองน่ะซิ”
          “คุณพ่อ กับ คุณแม่ ของท่านทั้งสอง ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว เกิดมาจากไหน ครับ?”
          คำถามถึงการเริ่มมีชีวิตแบบนี้ คำตอบย่อมไม่ใช่เป็นคำพูด 2 – 3 คำเท่านั้น และก็มิใช่เป็นคำตอบที่เด็กอายุ 5 –6 ขวบจะเข้าใจได้ ไม่รู้จะตอบคำถามให้กระจ่างได้อย่างไร ก็ได้แต่ตอบไปว่า
          “คอยให้ลูกโตอีกซักหน่อย อ่านหนังสือออกแล้ว คุณครู จะบอกให้ลูกเข้าใจได้นะครับ”

          ไห่ อิง ชอบนอนอยู่ตรงกลางระหว่างเราทั้งสอง ฟังนิทาน หมุนไป กลิ้งมา หอมแก้มเรา
          ก่อนที่ท่าน หลู่ ซวิ่น จะเจ็บป่วยได้สักหนึ่งปี ไห่ อิง นอนเล่นบนเตียง ถามว่า
          “คุณพ่อครับ ! ผู้คนทำไมต้องตายครับ ?”
          “เมื่ออายุมากขึ้น เรียกว่าแก่ แล้วเจ็บป่วย รักษาไม่ได้ก็ต้องตาย”
          “คุณพ่อตายก่อน คุณแม่ตายที่หลัง ผมตายคนสุดท้าย ใช่ไหมครับ ?”
          “ใช่แล้วลูก !”
          “หากคุณพ่อตายแล้ว หนังสือพวกนี้จะทำอย่างไรครับ ?”
          “ส่งต่อให้ลูกดีไหม ? ต้องการไหม ?”
          “อย่างนั้นคุณพ่อส่งต่อให้คนอื่น ดีไหมครับ ?”
          “ก็ดีเหมือนกัน”
          “คุณพ่อครับ ! ถ้าคุณพ่อตายแล้ว เสื้อผ้าพวกนั้นจะทำอย่างไรครับ ?”
          “เก็บไว้ จนลูกโตขึ้นแล้วนำมาใส่ดีไหม ?”
          “ดีครับ”
          ตอนนั้น ฉันได้ยินคำถามพวกนี้แล้ว รู้สึกขบขัน คิดไม่ถึงว่า จะกลาย เป็นเรื่องจริงขึ้นมา หลังจากนั้นไม่นาน

          ท่าน หลู่ ซวิ่น คัดค้านครูที่ลงโทษด้วยการตีนักเรียนประถม แต่บางครั้ง ไห่ อิง ไม่อยู่ในโอวาท ท่านเคยตีเขา หากแต่ว่า จนถึงวันที่ท่านตายจากไป นับรวมกันแล้วได้ไม่กี่ครั้ง เวลาที่จะตีลูก ท่านจะนำหนังสือพิมพ์มาม้วนเหมือนท่อ และตี ไห่ อิง เพียงเบา ๆ สีหน้าบ่งบอกถึงความไม่สบายใจ ไห่ อิง ไม่รีรอที่จะร้องออกมาว่า
          “คุณพ่อครับ ! คราวต่อไป ผมไม่กล้าแล้วครับ !”
          ถึงตอนนี้ สายตาของคุณพ่อที่มองสถานการณ์อย่างนี้ ก็ลงมือตีไม่ได้ ไห่ อิง รีบเข้าไปแย่งท่อกระดาษจากมือคุณพ่อ พลางพูดว่า
          “ขอดูซิครับว่า ข้างในมีอะไร !”
          เหมือนกับ ไห่ อิง ต้องการศึกษาวิจัยว่า คุณพ่อใช้สิ่งของอะไรมาตีเขา ถึงตรงนี้ คุณพ่อก็อดขำไม่ได้

          ไห่ อิง รักคุณพ่อ มักจะวิ่งเล่นคลอเคลียระหว่างที่คุณพ่อทำงาน ทำให้ แม้จะเป็นเวลาที่ยุ่งที่สุด ท่าน หลู่ ซวิ่น ก็วางปากกา หันมาคุยกับลูก 2 – 3 คำ
          ท่าน หลู่ ซวิ่น มักจะเก็บสะสม สิ่งของที่ใช้แล้ว ไม่ยินดีที่จะโยนทิ้งแม้แต่กระดาษสักแผ่น แต่หาก ไห่ อิง นำกระดาษ ( ซึ่งแม้จะเป็นกระดาษที่ท่านชอบมากที่สุด ) ไปวาดรูปเล่น ท่านก็ยินดี
          มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่ฉันเกรงว่า ไห่ อิง จะรบกวนการทำงานของท่าน ท่านกลับพูดว่า
          “ไม่เป็นไร เขาเล่นอย่างมีความสุข ปล่อยให้เล่นอีกสักหน่อยเถอะ”
          หลังจาก ไห่ อิง ออกไปแล้ว ท่านก็เร่งทำงานเพิ่มขึ้น ชดเชยตามเวลาที่เสียไป

          รูปภาพที่มีคุณค่าแห่งการเป็นที่ระลึกของบ้านเรามีอยู่ 3 รูป
          รูปที่ 1 เป็นรูปในปี ค.ศ. 1930 ตอนที่ท่าน หลู่ ซวิ่น ไปพำนักอยู่ที่บ้านของ ท่าน เน่ย ซาน ท่านไม่สามารถดูแลลูกได้ทุกวัน เมื่อ ไห่ อิง อายุได้ 6 เดือน ท่านจึง เสี่ยง ที่จะถ่ายรูปกับลูกชายไว้ 1 รูป
          อีกรูปหนึ่ง ตอนท่านอายุ 50 ปี ไห่ อิง อายุ 1 ขวบ ท่านอุ้ม ไห่ อิง ถ่ายรูปร่วมกัน แล้วยังเขียนคำระลึกด้วยตนเองบนรูปนั้นว่า
          “ไห่ อิง กับ หลู่ ซวิ่น - 1 ขวบ กับ 50 ปี”
          หลังจากเขียนแล้ว ได้พูดกับตนเองว่า
          “คำกล่าวนี้ เมื่อแปลเป็นภาษาต่างประเทศ อ่านออกมาแล้วก็ดีมาก”
          รูปสุดท้าย เป็นรูปตอน ไห่ อิง อายุ 4 ขวบ พวกเราฝ่าสายฝนออกไปถ่ายไว้ หลังจากนั้นเรา 3 คน ไม่มีรูปที่ถ่ายร่วมกันอีกเลย

          ด้านการศึกษาที่ท่าน หลู่ ซวิ่น จัดการให้แก่ ไห่ อิง เป็นหลักสูตรตามธรรมชาติ ท่านต้องการให้เด็ก
           “กล้าพูด กล้าหัวเราะ กล้าศึกษา กล้าต่อสู้”
          หากว่าพวกเรามีอะไรผิดพลาด ไห่ อิง ก็จะยกเรื่องขึ้นมาแสดงความเห็นคัดค้าน ท่าน หลู่ ซวิ่น ก็ได้แต่ยิ้มรับอย่างเปิดกว้าง แม้ว่าท่านจะถึงแก่กรรมไป 3 ปี แล้ว เมื่อเปรียบเทียบ ไห่ อิง กับเด็กธรรมดาทั่ว ๆ ไป ฉันมีความรู้สึกเสมอว่า ไห่ อิง ค่อนข้างเก่งกว่า มีความชื่นชอบที่จะศึกษาค้นคว้าทุกเรื่อง นั่นคงจะเป็นผลที่ท่าน หลู่ ซวิ่น ได้ปลูกฝังมานั่นเอง


จากผู้เขียน
          เรื่องนี้เป็นบันทึกของแม่บ้าน ที่กล่าวถึงสามี ซึ่งเป็นนักวรรณคดีผู้มีชื่อเสียงของประเทศจีน คือ ท่าน หลู่ ซวิ่น กับ ลูกชาย คือ ไห่ อิง ว่ามีความผูกพัน ใกล้ชิด กันอย่างไร โดยเน้นถึงความพยายามของบิดาที่จะทำให้บุตรชายเป็น บุคคลคุณภาพ ด้วยวิธีการของตนเอง ผลลัพธ์ของความพยายามนั้น ผู้บันทึกยืนยันว่า ได้ผลแน่นอน
          แม้ว่าบทบันทึกที่นำเสนอนี้จะเป็นเพียงข้อความย่อ ๆ แต่ก็คงจะทำให้ผู้อ่านมองเห็นแนวทางของท่าน หลู่ ซวิ่น ได้บ้าง และคงจะเห็นพ้องกันว่า บิดา ทุก ๆ คน ล้วนต้องการให้ ทายาท เป็นคนดี แต่วิธีปฏิบัติของแต่ละบิดา คงจะไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ว่า มี วิธีการหลากหลาย ที่จะนำไปสู่ ความสำเร็จเดียวกัน คือ ลูกเป็นคนดี
          การที่ บิดา ถ่ายรูปร่วมกับ บุตร เมื่อ ปี ค.ศ.1930 นั้น คงจะมีความเชื่อในยุคนั้นว่า กล้องถ่ายรูป น่าจะ มีอำนาจลี้ลับ ที่จะส่งผลไม่ดีออกมาภายหลัง การถ่ายรูป จึงถูกถือว่า เป็นการเสี่ยง เมื่อเวลาผ่านมาถึงปัจจุบัน ก็คงจะเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การถ่ายรูป ไม่มีอะไรต้องเสี่ยง นี่ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า อะไรก็ตามที่เป็น ความจริง จะอยู่ยั้งยืนยง ส่วนอะไรก็ตามที่ ไม่เป็นความจริง จะเสื่อมหายไปในที่สุด
 

พันเอก ชูเกียรติ    มุ่งมิตร รองเจ้ากรมข่าวทหารบก
chukiati@rta.mi.th
๑๗ ก.ค. ๒๕๔๖

ขอเชิญติชม
กลับหน้าแรก