เจ้าอูฐ เษียงจื่อ เวอร์ชั่น 3


          จี้ เฉิง เษียง เรียนจบชั้นมัธยมแล้ว แต่เนื่องจากความเป็นอยู่ของครอบครัวค่อนข้างยากไร้ ไม่มีทุนทรัพย์ที่จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อนบ้านชื่อ เหอ ไฉ่ ยวิ๋น เป็นหัวหน้าคนงานในบริษัทขนส่งทางบกชื่อ ยวิ่น ซู ตุ้ย ได้ชวน จี้ เฉิง เษียง ให้ไปทำงานที่บริษัทดังกล่าว ซึ่งงานของบริษัท คือ ใช้แรงงานเข็นรถส่งสินค้า
          ฤดูหนาวปีที่แล้ว ภายหลังจากที่บรรดาคนงานได้ชมภาพยนตร์เรื่อง “เจ้าอูฐ เษียงจื่อ” แล้ว ได้แสดงความเห็นเชิงขบขันว่า บริษัท ยวิ่น ซู ตุ้ย เทียบได้กับ ห้าง เริ๋น เหอ เฌอ และให้สมญาแก่ “หลิว เวิ๋น เต๋อ” ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการปล่อยรถว่า “หลิว ซื่อ เย” กับให้สมญาแก่พนักงานบัญชีที่ชื่อ “จาง อ้าย หลิง” ว่า “หู่ นิว” แต่ไม่มีใครได้รับสมญาว่า “เษียง จื่อ” เนื่องจากพวกเขาเห็นว่า เป็นการไม่เหมาะสมที่จะเรียกใครสักคนว่า ( เจ้าอูฐ ) “เษียงจื่อ”

          จี้ เฉิง เษียง เมื่อดันรถจักรยานเข้าไปในลานบริษัท เขาได้พบหน้า “หลิว ซื่อ เย” หรือ หลิว เวิ๋น เต๋อ เป็นครั้งแรก
          “สหาย ! ที่นี่คือ ยวิ่น ซู ตุ้ย ใช่ไหม ?”
          “จะทำอะไรหรือ ?”
          “ฉันมาที่นี่เพื่อมาทำงาน”
          “แกชื่อ จี้ เฉิง เษียง ใช่ไหม ? ฮื่อ ! จักรยานของแกยังใหม่อยู่เลยนะ จักรยานของฉันหายไปเมื่อเดือนที่แล้ว น่าเสียดายจริง ๆ” หลิว เวิ๋น เต๋อ พูดแล้ว เมื่อไม่มีคำตอบจาก จี้ เฉิง เษียง ก็พูดต่อไปอีกว่า
          “เอาเงินค่าเช่ารถไปให้ เสี่ยวจาง ( จาง อ้าย หลิง ) ก่อนก็แล้วกัน เธออยู่ที่ห้องปล่อยสินค้าด้านตะวันตกโน่น”
          จี้ เฉิง เษียง เข้าไปในห้องปล่อยสินค้า ในนั้นมีพนักงานบัญชี จาง อ้าย หลิง นั่งอยู่ที่โต๊ะข้างหน้าต่างเพียงคนเดียว
          “คุณคือ เสี่ยว จาง ใช่ไหม ? ผมมาจ่ายค่าเช่ารถน่ะ”
          จาง อ้าย หลิง ไม่ได้มอง จี้ เฉิง เษียง และไม่ได้พูดอะไรด้วย ได้แต่หยิบเงินขึ้นมานับ แล้ววางลงในลิ้นชัก จี้ เฉิง เษียง เห็นว่าเธอไม่ได้พูดอะไรเลย ก็เดินออกมา

          ที่ลานบริษัท คนกลุ่มหนึ่งยืนล้อมจักรยานของเขาและกำลังพูดอะไรกันอยู่
          “จักรยานคันนี้ของแก ?”
          คนหนุ่มคนหนึ่งที่ทั้งสูงทั้งอ้วน พูดพลางเดินพลางมาที่เขา หนุ่มคนนี้ชื่อ หม่า เปิน ซึ่งเป็นบุคคลที่ผู้คนกล่าวถึงกันว่า อันธพาลข้างถนนคนไหน ๆ ก็กลัวคน ๆ นี้
          “ใช่ , ของฉันเอง”
           “จักรยานของหัวหน้า หลิว หายไปแล้ว ให้เขายืมของแกไปใช้นะ !”
          “ทำไมล่ะ ?”
          “ไม่ต้องถามว่า ทำไม ! ฉันบอกแกว่าให้เขายืม ก็ให้เขายืม ซิ ฉันเป็นหัวหน้ากลุ่ม แกต้องฟังฉัน”
          “เรื่องงาน ฉันต้องฟังหัวหน้า , แต่รถจักรยานนี่ต้องฟังฉัน”
          “เด็กดี ! แกคอยไปก่อนก็แล้วกัน ภายหลัง แกอยากให้ยืม ก็ไม่มีใครยืมของแกแล้ว”
          จี้ เฉิง เษียง เพียงวันแรกก็ได้ลิ้มรสของการเป็นคนเข็นรถส่งสินค้าเสียแล้ว !!!

          การทำงานในวันนี้คือ นำสินค้าจากแหล่งรวมไปส่งที่ โกดังด้านเหนือ ห่อสินค้าแต่ละห่อหนัก 50 ชั่ง ( 1 ชั่ง = ครึ่งกิโลกรัม ) รถแต่ละคันบรรทุก 20 ห่อ เท่ากับ 1,000 ชั่งพอดี หม่า เปิน บรรทุกเพียง 12 ห่อ ทุกคนดูเหมือนว่าต่างคุ้นเคยแล้ว ไม่มีใครพูดอะไร จี้ เฉิง เษียง บรรทุกเสร็จแล้วก็จะออกเดิน มีคนหนุ่มชื่อ ต้า หลี่ เดินเข้ามา แล้วหยิบห่อสินค้าจากรถของ จี้ เฉิง เษียง ออก 4 ห่อ ไปวางบนรถของตัวเอง
          “พี่ ต้า หลี่ ผมไหว”
          “หนทางไกลนัก ทำงานครั้งแรก ไม่ต้องเกรงใจ”

          เมื่อเริ่มงาน จี้ เฉิง เษียง รู้สึกว่ายังไหว แต่เมื่อผ่านไปได้ครึ่งชั่วโมง เขาก็ไม่ไหวแล้ว รถบรรทุกสินค้านั้นยิ่งเข็นก็ยิ่งหนัก ลำคอแห้งผากอย่างรุนแรง แม้ว่าจะดื่มน้ำไปหลายหนก็ยังไม่ไหว เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาถอดเสื้อออกผึ่งไว้บนรถ
           “หากฝนตกสักห่าใหญ่คงจะดีนะ” จี้ เฉิง เษียง แหงนหน้ามองฟ้า พลางพึมพำ
          “เสี่ยวจี้ ! พักซักครู่เถอะ ไม่ต้องเร่งร้อน” ต้า หลี่ พูด
          จี้ เฉิง เษียง ไม่พูดอะไร จอดรถไว้ข้างทาง แล้วนอนหงายลงบนพื้นถนนที่ร้อน ๆ อย่างนั้นแหละ
          หม่า เปิน มาจากไหนก็ไม่รู้ เมื่อดันรถมาถึงกลุ่มของ จี้ เฉิง เษียง ก็หยุด
          “เฮ้ย ! ช่วยหน่อยนะ รถของฉันพังแล้ว” พูดจบ โดยไม่สนใจว่า จี้ เฉิง เษียง กับ ต้า หลี่ จะเห็นด้วยหรือไม่ แต่ละคนต้องรับภาระสินค้าอีกคนละ 4 ห่อ
          “ขอโทษนะ ! บ๊าย – บาย” หม่า เปิน พูดจบแล้วก็ดันรถจากไป
          “รถของเขาพังจริงหรือเปล่า ?” จี้ เฉิง เษียง ถามขณะมองตาม หม่า เปิน ที่เดินจากไปไกลแล้ว
          “ก็ใครบอกให้เธอไม่ให้ หลิว เวิ๋น เต๋อ ยืมจักรยานของเธอล่ะ !”
          “อ้อ ! ที่แท้ก็เรื่องนั้นเอง”
          “พอแล้ว ! พอแล้ว ! เสี่ยวจี้ ไม่ต้องโกรธแล้ว ในสังคมนั้นมีคนสารพัดชนิด เธอค่อย ๆ ดูไปก็จะรู้เอง พักพอหรือยังล่ะ พวกเราไปต่อกันเถอะ”

          ค่ำแล้ว จี้ เฉิง เษียง กินอาหารค่ำแล้วก็ขึ้นนอน เขาเหนื่อยมากทีเดียว อะไร ๆ ก็ไม่อยากทำแล้ว แต่ว่าคนที่เหนื่อยเกินไป บางครั้งก็นอนไม่หลับ จี้ เฉิง เษียง ขณะนอนแผ่บนเตียง คิดขึ้นมาถึงเหตุการณ์ตอนกลางวันที่เกี่ยวกับคนที่เพิ่งรู้จักใหม่ ๆ ไม่กี่คน :
          ห้าง เริ๋น เหอ เฌอ เอย…
          หลิว ซื่อ เย เอย…
          หู่ นิว เอย…
          เษียง จื่อ เอย…
          เหล่านั้น ช่างมีความหมายดีนะ
          ฉันมิใช่ “เจ้าอูฐ เษียง จื่อ” ฉันมีวัฒนธรรม ฉันเองก็มิใช่คนที่เพียงรู้จักหาเงินมาซื้อรถลาก
          ต้า หลี่ คนนั้น เป็นคนดีจริง ๆ
          จาง อ้าย หลิง เป็นคนที่ค่อนข้างจะเอาเรื่อง
          หลิว เวิ๋น เต๋อ ไม่ใช่คนดี เช่นเดียวกับ หลิว ซื่อ เย
          คิดไปคิดมา สุดท้าย จี้ เฉิง เษียง ก็หลับไปพร้อมกับมีเสียงกรนดังสนั่นทีเดียว

          หนึ่งเดือนผ่านไป จี้ เฉิง เษียง มาทำงานอย่างสม่ำเสมอ พวกของ หม่า เปิน ก็มิได้มารบกวนเขาอีก อาจจะเป็นเพราะว่าเขาเป็นเพื่อนบ้านของหัวหน้าของบริษัท เหอ ไฉ่ ยวิ๋น
          วันหนึ่ง หลังจากส่งสินค้าเข้าโกดังด้านเหนือ ที่นั่นมีชายคนหนึ่งชื่อ “ไช๋ เซิ๋น เย๋” ได้นำใบรายการค่าจ้างการใช้รถมาส่งให้ หม่า เปิน เมื่อรับแล้ว หม่า เปิน ได้ตะโกนเรียก จี้ เฉิง เษียง
          “นี่ เจ้า จี้ เฉิง เษียง แกเป็นผู้มีการศึกษาในหมู่เรา ต่อจากนี้แกดูแลเรื่องใบรายการเหล่านี้นะ”
          จี้ เฉิง เษียง มองหน้า หม่า เปิน 2 – 3 ตลบ รู้สึกว่าไม่มีอะไรแอบแฝงซ่อนเร้น จึงรับใบรายการนั้นมา คนอื่น ๆ พูดเล่นพลางเดินพลางกลับไปที่บริษัท เรื่องที่พูดเล่นขึ้นมาคือ
          “จี้ เฉิง เษียง เอ๋ย ! ห้าง เริ๋น เหอ เฌอ ของพวกเรายังขาด เษียง จื่อ อยู่ พวกเราเรียกแกว่า เษียง จื่อ นะ” หม่า เปิน พูด แล้วมองบริวาร และถามว่า “พี่ชายทั้งหลาย ว่าอย่างไร ?”
          “ดี ! ถูกต้อง ! "เจ้าอูฐ เษียง จื่อ” ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกัน
          จี้ เฉิง เษียง ไม่ได้พูดอะไรโต้ตอบออกมา นำใบรายการค่าจ้างการใช้รถเข้าไปในห้องปล่อยสินค้า ที่นั่น จาง อ้าย หลิง ดูเหมือนว่ากำลังเขียนอะไรอยู่ แต่ใบหน้าแดงระเรื่อ
          “ใบรายการค่าจ้างการใช้รถ” จี้ เฉิง เษียง พูดขณะวางใบรายการลงบนโต๊ะ แล้วหมุนตัวกลับจะเดินออกไป
          “นี่เธอ ! เธอเคยเห็นใบรายการเหล่านี้ไหม ?” เป็นเสียงของ จาง อ้าย หลิง ที่พูดกับเขาเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เขาเข้ามาทำงานที่นี่
          “อะไรหรือ ! มีอะไรไม่ถูกต้อง ?” จี้ เฉิง เษียง หมุนตัวกลับมาถึงโต๊ะแล้วหยิบใบรายการขึ้นมาดู
          “เอ ! ทำไมเป็น 13 กิโลเมตร ? จากสถานีถึงโกดังทางเหนือ ระยะทางแค่ 10 กิโลเมตร เท่านั้น จำนวนคนก็ไม่ถูกต้อง กลุ่มเล็ก ๆ ของเรามี 6 คน ทำไมบนใบรายการจึงเป็น 10 คนนะ เอ๊ะ ! นี่มันเป็นเรื่องอะไรกัน !”
          “เธอถามฉัน ! ฉันก็จะถามเธอว่า แต่ละเดือนรับเงินพิเศษกว่า 200 หยวน สบายมากไหม ?” จาง อ้าย หลิง พูดจบก็ไม่สนใจ จี้ เฉิง เษียง อีก
          จี้ เฉิง เษียง คิดอยากจะถามให้กระจ่าง แต่ หลิว เวิ๋น เต๋อ กับ เหอ ไฉ่ ยวิ่น กำลังคุยกันอยู่ที่ลานบริษัท เขาค่อนข้างกลัว จาง อ้าย หลิง ไม่อยากพูดมาก จึงเดินออกไป

          ค่ำแล้ว ต้า หลี่ มาที่บ้านของ จี้ เฉิง เษียง จึงถูกถามเรื่องใบรายการค่าจ้างการใช้รถ
          “เสี่ยว จี้ ! เรื่องใบรายการค่าจ้างนั้น เธอไม่ยุ่งเกี่ยวจะดีกว่า ใคร ๆ ก็รู้ว่า หลิว เวิ๋น เต๋อ ไม่ใช่คนดี แม้แต่หัวหน้า เหอ ก็ยังเปิดตาไว้ 1 ข้าง ปิดไว้ 1 ข้าง”
          “เป็นเพราะอะไรล่ะ ?”
          “เขาทำให้ทุกคนมีรายได้เพิ่มน่ะซิ”
          “ที่แท้ก็เป็นเรื่องอย่างนี้นี่เอง ฉันจะต้องไปพูดกับหัวหน้า เหอ”
          “ฉันขอเตือนว่า เธออย่าหาเรื่องยุ่งยากมาใส่หัวเลย เจ้า หลิว เวิ๋น เต๋อ สามารถให้ หม่า เปิน กับบรรดาลูกน้องมาทำร้ายเธอได้นะ”
          “ฉันไม่กลัว !”

          ผ่านไปอีก 1 สัปดาห์ หลิว เวิ๋น เต๋อ ยังส่ง หม่า เปิน และพวกกลุ่มเล็ก ๆ มาลากรถให้โกดังทางเหนือ แต่ว่าเมื่อมาถึงโกดัง ไช๋ เซิ๋น เย๋ ไม่เพียงแต่ไม่ยอมให้พวกนั้นขนสินค้า แต่ยังให้นำสินค้ากลับบ้านตัวเองด้วย
          “ทุกคน เชิญสูบบุหรี่ กับดื่มน้ำชากันก่อน อีกสักครู่ค่อยช่วยฉันทำอะไรสักหน่อย”
          “ทำอย่างนี้ได้อย่างไร ! พวกเรามานำสินค้าไปส่งนะ” จี้ เฉิง เษียง พูด
          “ไม่เป็นไร ฉันพูดกับนาย หลิว แล้ว เราใช้เวลาไม่มากนัก ทำเสร็จแล้วค่อยไปส่งสินค้าก็ได้”
          พวกของ จี้ เฉิง เษียง ทำตามคนส่วนใหญ่จนได้ แต่ว่าเมื่อทำเสร็จแล้ว ไช๋ เซิ๋น เย๋ กลับพูดว่า
          “วันนี้ทุกคนเหนื่อยแล้ว ไม่ต้องส่งสินค้าก็แล้วกัน นี่คือ ใบรายการจ้าง”
          จี้ เฉิง เษียง รับใบรายการค่าจ้างมาดู ยังคงเป็น 13 กิโลเมตร กับ 10 คนเหมือนเดิม เขาเข้าใจแล้วว่า หลิว เวิ๋น เต๋อ กับ “ไช๋ เซิ๋ย เย๋ ร่วมกันทำเรื่องเลว ๆ นั่นเอง เมื่อกลับมาถึงบริษัท ได้เข้าไปถาม หม่า เปิน
          “พวกเขาทำใบรายการปลอมบ่อย ๆ หรือ ?”
          “เษียง จื่อ ! เรื่องนี้แกอย่ายุ่ง พวกเราได้เงินเพิ่มก็พอแล้ว” หม่า เปิน ตอบด้วยเสียงปนหัวเราะ
          “อย่างนี้ไม่ได้นะ ! พวกเราไม่อาจจะทำเรื่องอกตัญญูอย่างนี้” จี้ เฉิง เษียง ยืนยัน ทำให้ หม่า เปิน ถึงกับหน้าเปลี่ยนสีไปทันที
          “ทำไม ! แกเพิ่งมาไม่กี่วัน คิดจะคุมเจ้านายหรือ !”
          “เรื่องนี้ไม่ถูกต้อง ฉันจึงต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว”
          “แกอยากยุ่ง ฉันจะยุ่งกับแกก่อน”
          หม่า เปิน ยังพูดไม่ทันจบ มือก็ตบไปบนหน้าของ จี้ เฉิง เษียง ซึ่งคิดไม่ถึงว่า หม่า เปิน จะกล้าลงมือ และเมื่อไม่ได้ตั้งหลักรับมือ จึงล้มลงบนพื้น
          “จี้ เฉิง เษียง ! ฉันจะบอกแกให้รู้ว่า ยิ่งเข้ามายุ่งมาก ๆ ฉันจะสอนแกให้รู้จักกับความร้ายกาจของฉัน           หม่า เปิน ว่า เป็นอย่างไร” พูดจบ หม่า เปิน ก็เดินจากไป
          ต้า หลี่ เข้ามาพยุง จี้ เฉิง เษียง ให้ลุกขึ้น
          “เสี่ยว จี้ พอเถอะ พวกเราเป็นกรรมกร ทำงานให้มีข้าวกิน อย่าไปยุ่งเรื่องให้เปลืองตัวเลย”
          จี้ เฉิง เษียง เช็ดเลือดบนใบหน้า
          “พี่ ต้า หลี่ พวกเราบริษัท ยวิ่น ซู ตุ้ย ไม่ใช่ ห้าง เริ๋น เหอ เฌอ พวกเราเป็นกรรมกรในยุค 1980 ไม่ใช่ยุค เจ้าอูฐ เษียง จื่อ พวกเราไม่อาจจะคิดแค่ได้เงินเพิ่ม ไม่สนใจว่าเงินได้มาอย่างไร พี่ ต้า หลี่ กลับไปก่อนเถอะ ฉันยังมีเรื่องต้องทำ”
          ต้า หลี่ ไปแล้ว จี้ เฉิง เษียง มาที่ประตูใหญ่ของบริษัท คอย จาง อ้าย หลิง ที่เลิกงานแล้วต้องผ่านมาทางนี้ นั่นไง จาง อ้าย หลิง ขี่จักรยานออกมาแล้ว
          “เสี่ยว จี้ ! หม่า เปิน ตบเธอหรือ ?”
          “ไม่เป็นไร ฉันไม่กลัว”
          “เรื่องนี้เธออย่ายุ่งเลยนะ เรื่องของ ยวิ่น ซู ตุ้ย ซับซ้อนนัก เธอกับพวกเขาไม่เหมือนกัน เธอมีการศึกษา ไปอยู่ที่อื่นเถอะ ทำงานไป เรียนไป ปีหน้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีกว่า”
          “ไม่ได้ ! เรื่องนี้ฉันต้องยุ่งด้วยแน่ ๆ เรื่องอกตัญญูฉันทำไม่ได้”
          “เธอไม่กลัวหรือ ?”
          “กลัวอะไร ! หลิว เวิ๋น เต๋อ ไม่ใช่คนปล่อยสินค้าหรือ หัวหน้า เหอ ไม่เกี่ยว ฉันไปหาเจ้าหน้าที่ที่อำเภอ เจ้าหน้าที่ที่จังหวัด ก็จะมีคนเข้ามายุ่งแน่ ๆ”
          “ดีละ ! เธอไม่กลัว ฉันก็ไม่กลัว เรื่องที่พวกนั้นทำ ฉันเข้าใจแจ่มแจ้ง พรุ่งนี้ เราพูดกับ หัวหน้า เหอ ก่อน หากไม่ได้เรื่อง ก็จะไปหาเจ้าหน้าที่อำเภอกัน”
          ไฟหัวเสาข้างถนนเปิดแล้ว สองคนหนุ่มสาวยังเดินพลางคุยพลาง คุยเรื่องต่าง ๆ มากมาย มากมาย


จากผู้เขียน
          เรื่องนี้สะท้อนถึงคุณธรรมประจำใจของชายหนุ่มคนหนึ่ง เขามีความมานะที่จะทำงานเพื่อให้มีรายได้ที่ยุติธรรม ในขณะที่มีผู้คนที่ต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นบ้าง จากเงินเพิ่มเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะมาจากทางไหนก็ได้ เราคงจะมองตัวอย่างที่ดี ๆ ของชายหนุ่มที่มีคุณธรรมคนนั้นเป็นแบบอย่างการดำรงชีวิตต่อไป ส่วนตัวอย่างจากคนอื่น ๆ ก็พิจารณาว่าจะใช้ประโยชน์บ้างได้ไหม เช่น คนที่ทำให้คนจนมีรายได้เพิ่ม ก็อาจจะเป็นที่ยอมรับได้บ้าง ดังตัวอย่างเช่น โรบิน ฮู๊ด จอมโจรขวัญใจคนจนที่เลื่องลือคนนั้น
          ผู้เขียนพูดกับลูกสาวทั้งสามเสมอ ๆ ว่า จิตใจคนนั้น ต่างคนก็ต่างใจ แม้ว่าจะมีความต้องการพื้นฐานเหมือน ๆ กัน แต่การดำเนินกรรมวิธีก็คงจะต่างกันไป จะให้เหมือนใจของเราทุกอย่างนั้นไม่ได้ เช่น การขับรถยนต์ เราต้องระมัดระวังตัวเองให้มากที่สุด ไม่ต้องบ่นว่าคนขับรถคันอื่น ๆ ว่า ทำไมขับอย่างนั้น ขับอย่างนี้ ทำไมขับให้ดี ๆ ไม่ได้หรือ จะได้ไม่เป็นอันตรายแก่รถคันอื่น ๆ กล่าวคือ ทุกคนต่างก็ต้องการไปถึงปลายทางให้เร็วที่สุด จะมีบางคนขับรถอย่างก้าวร้าว เป็นที่หวาดเสียวแก่รถคันอื่น ๆ เราจะไปบอกเขาว่า ขับดี ๆ หน่อยซิครับ หรือ ซิคะ เขาก็คงจะไม่สนใจในคำเตือนของเราแน่นอน เป็นต้น
ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุขทั่วกัน

พันเอก ชูเกียรติ    มุ่งมิตร รองเจ้ากรมข่าวทหารบก
chukiati@rta.mi.th
๗ ก.พ. ๒๕๔๖

ขอเชิญติชม
กลับหน้าแรก