พี่ หมิง
สวัสดีครับ
จดหมายลงวันที่ ๑๐ เดือน ๓ ผมได้รับแล้ว วันนี้การบ้านไม่มาก ตอนบ่ายได้ทำเสร็จแล้ว
ตอนค่ำไม่มีอะไร จึงเขียนจดหมายมาหาพี่
มหาวิทยาลัยเปิดเรียนมา ๓ สัปดาห์แล้ว ตารางการเรียนของเทอมนี้เหมือนของเทอมที่แล้ว
ต้องเรียนสัปดาห์ละ ๒๘ คาบ
เมื่อสัปดาห์ก่อน พวกเราได้ออกค่ายไปศึกษาสภาพสังคมชนบท หมู่บ้านที่พวกเราไปเยือนนั้นไม่ใหญ่
แม้ว่าจะมีประชากรอยู่กว่า ๒ พันคน แต่คนแก่ที่อายุเกิน
๙๐ ปี มีอยู่เพียง ๔
คน ครั้งนี้พวกเรานอกจากจะสำรวจ ผลิตภัณฑ์ภายในหมู่บ้านแล้ว
ยังสำรวจสถานภาพของ ผู้สูงอายุ ของหมู่บ้านด้วย
พวกเราถามผู้เฒ่า ชื่อ หลิว ต้าไห่ ปีนี้อายุ
๙๘ ปี ว่า ทำอย่างไรจึงอายุยืน ท่านบอกว่ามีข้อพึงปฏิบัติอยู่
๓ อย่าง ที่หากสามารถปฏิบัติได้แล้ว อายุจะยืนแน่นอน ดังนี้
ข้อที่หนึ่ง ออกกำลังกายด้วยการทำงานอย่างสม่ำเสมอ
ตัวผู้เฒ่า หลิว เอง ตั้งแต่อายุ ๑๖ ปี
ถึง ๙๖ ปี ได้ทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงงานมาโดยตลอด ท่านมีคำพูดประจำตัวท่าน
ว่า ๘๐ปี ร่างกายไม่เคยห่างดิน มือไม่เคยห่างเสียม
ข้อที่สอง ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา
กินเนื้อแต่น้อย เปลี่ยนชนิดอาหารบ่อย ๆ ท่านบอกว่า ทำแบบนี้ใน
วัน สองวัน นั้นง่าย การจะทำอย่างนี้ตลอดไปให้ได้นั้น ย่อมลำบากมาก ยกตัวอย่างว่า
แต่ละปีเมื่อถึงวันครบรอบวันเกิด คนในครอบครัวเอย ญาติพี่น้องเอย เพื่อนฝูงเอย
ย่อมต้องการให้ของขวัญ เป็นบุหรี่ดี ๆ บ้างละ สุราดี ๆ บ้างละ ของกินดี
ๆ บ้างละ เหล่านั้น ตัวผู้เฒ่า หลิว ไม่เคยหวั่นไหว
ข้อที่สาม ต้องมีอารมณ์ที่จะมองโลกในแง่ดี
ไม่โกรธ ไม่ทะเลาะกับใคร ๆ มีคำกล่าวว่า ยิ้มจุ๊บจิ๊บ
สิบปีเยาว์ เศร้ากังวล บนหัวขาว ประมาณว่า เป็นแบบนี้กระมัง
ท่านผู้เฒ่ายังบอกพวกเราว่า ท่านเพิ่งตรวจร่างกายเมื่อเร็ว ๆ นี้ นอกจาก
หู และ ตา ไม่ค่อยดีแล้ว ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายไม่มีปัญหาใด ๆ
คนรุ่นเก่าพูดไว้ว่า คนอายุถึง ๗๐ ปีนั้นหาได้ยาก
แต่เดี๋ยวนี้ ที่ไหน ๆ ก็มีผู้เฒ่า อายุถึง ๗๐ ปี ๘๐ ปี อาจจะมองได้ว่า
เป็นเพราะความก้าวหน้าทางสังคม ทำให้ระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผู้คนที่มีอายุถึง ๗๐ ปี ๘๐ ปี ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
พี่หมิง กำลังศึกษาวิจัยปัญหาประชากรอยู่ เมื่อเผชิญกับปัญหาผู้สูงอายุ
คงรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ใช่ไหม
มาอยู่ปักกิ่งกว่าครึ่งปีแล้ว สุขภาพร่างกายของผมไม่เลวทีเดียวละ เริ่มตั้งแต่เดือนที่แล้ว
แต่ละวันได้ออกกำลังกาย วิ่งในตอนเช้า ฝึกรำมวยไท้เก๊กในตอนบ่าย
สอง-สามวันที่ผ่านมานี้ อากาศค่อนข้างอบอุ่น ประมาณว่าฤดูหนาวกำลังจะผ่านไปอย่างรวดเร็วแล้วละ
กล่าวกันว่าฤดูหนาวที่ปักกิ่งปีนี้ หนาวกว่าปีที่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม
หิมะตกค่อนข้างน้อย ตัวผม
อย่างไร ๆ ก็ไม่คุ้นกับภูมิอากาศที่ค่อนข้างแห้งของปักกิ่ง
จึงตั้งหน้าตั้งตาคอยและเร่งให้ฤดูใบไม้ผลิ รีบมาถึงเร็ว ๆ
ปิดภาคฤดูร้อนปีนี้ พี่หมิงมีแผนการณ์หรือยัง ผมคิดว่าจะกลับมาเยี่ยมบ้าน
พี่ยังจำฤดูร้อนปีที่แล้ว ที่พวกเราไปเที่ยวชมทิวทัศน์ของมณฑลเสฉวนได้ไหม
ปีนี้พวกเรายังจะไปเที่ยวด้วยกันอีกใช่ไหม
พอแค่นี้นะ จะคอยจดหมายตอบจากพี่
ขออวยพรให้พี่มีสุขภาพแข็งแรงดี
ตง ไห่
๕
มีนาคม
ป.ล.
ได้แนบรูปภาพของผมมาด้วย เป็นภาพที่ถ่ายในฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ตอนมาถึงปักกิ่งใหม่
ๆ ในบริเวณพระราชวังฤดูร้อน กับในสวนสาธารณะเป๋ย ไห่
ความเห็นของผู้เขียน
ใกล้สัปดาห์เขียนจดหมายแล้ว
( การสื่อสาร ฯ จะจัด ระหว่าง ๕ - ๑๓ ต.ค.๔๕ ) จึงนำตัวอย่างจดหมายมาลงให้ได้อ่านกันพอเพลิน
ๆ และสะท้อนถึงสภาพสังคมของคนจีนที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น กับสภาพภูมิอากาศของปักกิ่งเล็กน้อย
การเขียนจดหมายเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง
ต้องประกอบด้วย กระดาษเขียนจดหมาย ซองจดหมาย แสตมป์ ลายมือที่งามเพียงพอ
และเนื้อความในจดหมายที่จะสื่อความรักและความคิดถึงกัน ผู้รับจะมีความสุขใจและดีใจที่ได้รับจดหมาย
แม้ยุคสมัยนี้จะมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ตแล้ว แต่จดหมายกระดาษก็ยังเป็นสื่อที่ดีที่สุด
ที่จะให้ความสุขใจแก่ผู้ที่ได้รับ โดยเฉพาะบุพการีที่เฝ้าคอยข่าวคราวจากลูก
ๆ หลาน ๆ ที่ไปได้ดีอยู่ในแดนไกล เมื่อได้รับจดหมายแล้วท่านก็มักจะอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และเก็บซุกไว้ใต้หมอนอย่างอุ่นใจ มาเขียนจดหมายกันเถอะ
!!!!!!!!