ค่ำแล้ว ภริยาของผมนั่งอยู่บนเตียง
คิดอะไรอยู่ ผมคิดว่าเธอคงจะมีความกังวลแทนคุณแม่ของเธอแน่นอน
เพราะว่าเมื่อตอนบ่ายคุณแม่มาหา ดูเหมือนว่ามีอะไรอยากจะคุยกับเธอ
ผมถามคุณแม่(ยาย)แล้ว
คุณแม่ได้แต่ส่ายหน้า ผมคิดว่าท่านคงจะมีเรื่องต้องพูดกับลูกสาวของตัวเอง
ไม่อยากให้ผมได้ยิน ผมจึงหยิบหนังสือพิมพ์เข้าไปอ่านในห้อง
ในที่สุด สองแม่ลูกก็คุยกันด้วยเสียงเกือบกระซิบ แต่ผมก็พอจะได้ยินและจับใจความได้บางส่วน
สี่ทุ่มกว่าแล้ว นอนเถอะ
ผมพูดหลังจากมองหน้าภริยา แว็บหนึ่ง
เธอมองลูกน้อยที่นอนหลับอยู่ข้าง ๆ แล้วพูดด้วยเสียงเบา
ๆ ว่า แม่บอกว่า ต่อไปแม่คงจะไม่กล้าไปที่สวนสาธารณะอีกแล้ว
แม่กลัวตาแก่ที่แม่พบที่นั่น
ภริยาหยุดพูดนิดหนึ่ง แล้วพูดต่อ
แม่ก็อย่างนี้แหละ อายุก็มากแล้ว
จะไปทำอะไรที่สวนสาธารณะกันนะ
อยู่บ้านถักเสื้อกันหนาวดีกว่า
หากไม่อยากอยู่บ้าน ก็มาช่วยพวกเราดูแลเจ้าตัวน้อยก็ได้
แม่อยู่บ้านคนเดียวคงจะไม่สนุก ไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะเพื่อสุขภาพก็ดี
พูดอีกอย่างหนึ่ง ตาแก่คนนั้นเข้ามาถามแม่ถึงเรื่องราวภายในบ้าน
ช่างไม่มี
.
เธอไม่ได้เห็นสีหน้าของแม่ของฉัน เจ้าสิ่งของแก่
ๆ นั่น ต้องพูดอะไรที่ทำให้แม่ของฉันตกใจ
ภริยาพูดแล้วหยุดอีกครู่หนึ่ง
แล้วก็บ่นแม่ตัวเองอีกหนึ่งกระบุง
แม่ทำไมต้องสวมเสื้อผ้าสวย
ๆ ด้วยนะ อายุ ๕๐ กว่าปีแล้ว
เสื้อขนสีสด ๆ อย่างนั้นแม้แต่คนอายุสี่สิบกว่า
ๆ เขาก็ไม่กล้าใส่กัน
ที่ผ่านมา ผมพูดบ้าง
เธอมักจะบ่นคุณแม่เรื่อง แบบเสื้อที่ใส่ว่าไม่สวย
สีสรรก็ไม่สวย
มาถึงตอนนี้กลับบอกว่าคุณแม่แต่งตัวสวยเกินไป
เธอ
.
เธอเข้าใจอะไรบ้าง
! ตอนที่พ่อยังอยู่
แม่แต่งตัวดีหน่อยน่ะ เป็นเรื่องที่สมควร แต่ตอนนี้แม่ใส่เสื้อผ้าสวย
ๆ อย่างนั้นน่ะ จะให้ใครดู
พูดอีกอย่างหนึ่ง เจ้าสิ่งของแก่
ๆ ตัวนั้น เห็นแม่ว่า
เฮ้อ ! จะพูดอย่างไรดีนะ
นอนเถอะ ดึกแล้ว
เธอนอนไปเถอะ
แม่ฉันไม่ใช่แม่เธอนี่ ใช่ไหมล่ะ
ภริยาเริ่มโมโหผมแล้ว
เธอไม่นอน ฉันจะนอนแล้วล่ะ
ในใจของผมคิดอย่างนั้น
แต่ไม่กล้าพูดออกมา
ผมรู้ดีว่าเวลาภริยาโกรธ
ผมจะพูดอะไรไม่ได้เลย เพราะว่าไม่ว่าจะพูดอะไร
เธอรับฟังไม่ได้ทั้งสิ้น
ผ่านไปสักครู่ ขณะที่ผมเคลิ้มหลับ
ภริยาก็ทำผมตกใจตื่นด้วยคำพูดที่แฝงด้วยความกังวลว่า
เธอคิดว่า ตาแก่คนนั้นเป็นอันธพาล
หรือไม่
อะไรนะ ! อันธพาล
! เป็นไปไม่ได้มั้ง !
คุณแม่ไม่ใช่บอกว่าได้พบเขาที่กลุ่มรำมวยไท้เก๊ก
ไม่ใช่หรือ
เขาต้องเป็นอันธพาลแน่นอน หากไม่ใช่
แล้วทำไมอยากรู้ที่อยู่ของแม่ เฮ้อ !
คุณแม่ทำไมจึงยอมบอกที่อยู่ของตัวเองแก่คนอื่นอย่างง่าย ๆ นะ
เธออย่ากังวลนั่น กังวลนี่เลย คุณแม่ไม่ใช่บอกว่า
เขาเป็นคนร่างใหญ่ หน้าแดง ๆ หรือ แล้วยังสวมเสื้อจีนแบบสี่กระเป๋าใช่ไหม
เอาอย่างนี้ดีกว่า พรุ่งนี้เช้าเราไปดูกับตาดีกว่าว่า
ตาแก่นั่นเป็นคนอย่างไร
ภริยาได้ฟังผมพูดอย่างนั้น ดับไฟ
นอนแผ่หลับไปได้
วันต่อมา ๗ นาฬิกา เราสองคนมาถึงสวนสาธารณะ
คุณแม่ ปกติก็จะมาที่นี่เวลานี้ เรามาถึงปรำข้างเนิน
ด้านหน้า เป็นพื้นที่ที่คุณแม่กล่าวถึง มีคนฝึกรำมวยไท้เก๊กอยู่จำนวนมาก
แต่เราก็มองหาพบชายร่างสูงใหญ่
สวมเสื้อจีนแบบสี่กระเป๋า
ดูไม่เหมือนอันธพาลนะ
ผมพูดกับภริยา
เธอจะรู้อะไร
เธอคอยอยู่ตรงนี้นะ ฉันจะไปเรียกเขาออกมาถาม
ภริยาพูดร้อนรน
แต่ว่าต้องสุภาพหน่อยนะ
ภริยาเดินออกไป ๒-๓ ก้าว
ฉับพลันต้องหยุดนิ่ง เรียกผมเบา ๆ ให้ออกมา
เธอดูที่ม้านั่งยาวใต้ต้นไม้ใหญ่นั่น ทางนั้น
ทางนั้น
เห็นหรือยัง
ผมเห็นแล้ว คุณแม่(ยาย)
นั่งอยู่ที่นั่น ดูเหมือนว่าเพิ่งมาถึง
กำลังดึงของออกจากกระเป๋าแบบกระเป๋าหนังสือ สิ่งนั้นคือเสื้อกันหนาวที่ถักแล้วครึ่งตัว
ขณะเดียวกันก็ยิ้มน้อย ๆ ไปทางกลุ่มคนที่กำลังรำมวยไท้เก๊กอยู่
ใช่คุณแม่จริง ๆ ด้วย!
คุณแม่ทำไมต้องมานั่งถักเสื้อที่นี่นะ คุณภริยาไม่รู้จะทำอย่างไรดี
เธออย่าร้อนใจ ผมพูด
อย่างนี้ดีกว่า เราไปหลบด้านหลังต้นไม้นั่น
หากตาแก่เป็นอันธพาลจริง ๆ เราจะสั่งสอนให้รู้สึก
ดูว่าเขาจะกล้าหรือไม่กล้ามาสร้างความยุ่งยากให้แก่คุณแม่
คุณภริยารู้สึกว่าวิธีที่ผมเสนอนั้นไม่เลว
จึงดึงมือผมไปที่หลังต้นไม้ดังกล่าว
มวยไท้เก๊กเลิกแล้ว
ตาแก่นั่นเดินยิ้มมาหาคุณแม่ พูดว่า
คุณมาแล้ว
คุณแม่ลุกขึ้นยืน ยกเสื้อครึ่งตัวนั้นทาบกับตัวตาแก่
แล้วพูดว่า ฉันทดลองถักน่ะ
คิดว่ายังไม่พอดีนะ
ดีแล้วล่ะ ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก
ตอนนี้สายตาของตาแก่จับมาที่ใบหน้าของคุณแม่
คุณพูดกับลูกสาวหรือยัง
คุณแม่ยายส่ายศีรษะ ถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง
แล้วพูดว่า จะให้ฉันเปิดปากพูดอย่างไรได้ล่ะ
ตอนนี้คุณภริยาใช้แรงดึงแขนของผมนิดหนึ่ง
ผมหันมามอง เห็นใบหน้าของภริยาขาวซีด พร้อมกับบอกผมว่า
ไป เรากลับกันเถอะ