ความรักของคนแก่
(จะให้ฉันเปิดปากพูดอย่างไรล่ะ)

 

          ค่ำแล้ว  ภริยาของผมนั่งอยู่บนเตียง  คิดอะไรอยู่  ผมคิดว่าเธอคงจะมีความกังวลแทนคุณแม่ของเธอแน่นอน  เพราะว่าเมื่อตอนบ่ายคุณแม่มาหา  ดูเหมือนว่ามีอะไรอยากจะคุยกับเธอ  ผมถามคุณแม่(ยาย)แล้ว  คุณแม่ได้แต่ส่ายหน้า   ผมคิดว่าท่านคงจะมีเรื่องต้องพูดกับลูกสาวของตัวเอง  ไม่อยากให้ผมได้ยิน  ผมจึงหยิบหนังสือพิมพ์เข้าไปอ่านในห้อง  ในที่สุด  สองแม่ลูกก็คุยกันด้วยเสียงเกือบกระซิบ  แต่ผมก็พอจะได้ยินและจับใจความได้บางส่วน

          “ สี่ทุ่มกว่าแล้ว  นอนเถอะ “  ผมพูดหลังจากมองหน้าภริยา แว็บหนึ่ง

          เธอมองลูกน้อยที่นอนหลับอยู่ข้าง ๆ  แล้วพูดด้วยเสียงเบา ๆ ว่า  “ แม่บอกว่า  ต่อไปแม่คงจะไม่กล้าไปที่สวนสาธารณะอีกแล้ว  แม่กลัวตาแก่ที่แม่พบที่นั่น “ ภริยาหยุดพูดนิดหนึ่ง  แล้วพูดต่อ “ แม่ก็อย่างนี้แหละ  อายุก็มากแล้ว  จะไปทำอะไรที่สวนสาธารณะกันนะ  อยู่บ้านถักเสื้อกันหนาวดีกว่า  หากไม่อยากอยู่บ้าน  ก็มาช่วยพวกเราดูแลเจ้าตัวน้อยก็ได้ “

          “ แม่อยู่บ้านคนเดียวคงจะไม่สนุก  ไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะเพื่อสุขภาพก็ดี  พูดอีกอย่างหนึ่ง  ตาแก่คนนั้นเข้ามาถามแม่ถึงเรื่องราวภายในบ้าน  ช่างไม่มี…. “

          “ เธอไม่ได้เห็นสีหน้าของแม่ของฉัน  เจ้าสิ่งของแก่ ๆ นั่น ต้องพูดอะไรที่ทำให้แม่ของฉันตกใจ “  ภริยาพูดแล้วหยุดอีกครู่หนึ่ง  แล้วก็บ่นแม่ตัวเองอีกหนึ่งกระบุง  “ แม่ทำไมต้องสวมเสื้อผ้าสวย ๆ ด้วยนะ  อายุ ๕๐ กว่าปีแล้ว  เสื้อขนสีสด ๆ อย่างนั้นแม้แต่คนอายุสี่สิบกว่า ๆ  เขาก็ไม่กล้าใส่กัน “

          “ ที่ผ่านมา “ ผมพูดบ้าง “ เธอมักจะบ่นคุณแม่เรื่อง แบบเสื้อที่ใส่ว่าไม่สวย  สีสรรก็ไม่สวย  มาถึงตอนนี้กลับบอกว่าคุณแม่แต่งตัวสวยเกินไป  เธอ…. “

          “ เธอเข้าใจอะไรบ้าง !  ตอนที่พ่อยังอยู่  แม่แต่งตัวดีหน่อยน่ะ เป็นเรื่องที่สมควร  แต่ตอนนี้แม่ใส่เสื้อผ้าสวย ๆ อย่างนั้นน่ะ  จะให้ใครดู  พูดอีกอย่างหนึ่ง  เจ้าสิ่งของแก่ ๆ ตัวนั้น  เห็นแม่ว่า… เฮ้อ !  จะพูดอย่างไรดีนะ “

          “ นอนเถอะ  ดึกแล้ว “

          “ เธอนอนไปเถอะ  แม่ฉันไม่ใช่แม่เธอนี่  ใช่ไหมล่ะ “ ภริยาเริ่มโมโหผมแล้ว

          “ เธอไม่นอน  ฉันจะนอนแล้วล่ะ “  ในใจของผมคิดอย่างนั้น  แต่ไม่กล้าพูดออกมา  ผมรู้ดีว่าเวลาภริยาโกรธ  ผมจะพูดอะไรไม่ได้เลย  เพราะว่าไม่ว่าจะพูดอะไร  เธอรับฟังไม่ได้ทั้งสิ้น

          ผ่านไปสักครู่  ขณะที่ผมเคลิ้มหลับ  ภริยาก็ทำผมตกใจตื่นด้วยคำพูดที่แฝงด้วยความกังวลว่า “ เธอคิดว่า  ตาแก่คนนั้นเป็นอันธพาล  หรือไม่ “

          “ อะไรนะ !  อันธพาล !  เป็นไปไม่ได้มั้ง !  คุณแม่ไม่ใช่บอกว่าได้พบเขาที่กลุ่มรำมวยไท้เก๊ก  ไม่ใช่หรือ “

          “ เขาต้องเป็นอันธพาลแน่นอน  หากไม่ใช่  แล้วทำไมอยากรู้ที่อยู่ของแม่  เฮ้อ คุณแม่ทำไมจึงยอมบอกที่อยู่ของตัวเองแก่คนอื่นอย่างง่าย ๆ นะ “

          “ เธออย่ากังวลนั่น กังวลนี่เลย  คุณแม่ไม่ใช่บอกว่า  เขาเป็นคนร่างใหญ่  หน้าแดง ๆ หรือ  แล้วยังสวมเสื้อจีนแบบสี่กระเป๋าใช่ไหม   เอาอย่างนี้ดีกว่า  พรุ่งนี้เช้าเราไปดูกับตาดีกว่าว่า  ตาแก่นั่นเป็นคนอย่างไร “

          ภริยาได้ฟังผมพูดอย่างนั้น  ดับไฟ  นอนแผ่หลับไปได้

          วันต่อมา  ๗ นาฬิกา  เราสองคนมาถึงสวนสาธารณะ  คุณแม่ ปกติก็จะมาที่นี่เวลานี้  เรามาถึงปรำข้างเนิน  ด้านหน้า เป็นพื้นที่ที่คุณแม่กล่าวถึง  มีคนฝึกรำมวยไท้เก๊กอยู่จำนวนมาก  แต่เราก็มองหาพบชายร่างสูงใหญ่  สวมเสื้อจีนแบบสี่กระเป๋า

          “ ดูไม่เหมือนอันธพาลนะ “  ผมพูดกับภริยา

          “ เธอจะรู้อะไร  เธอคอยอยู่ตรงนี้นะ  ฉันจะไปเรียกเขาออกมาถาม “ ภริยาพูดร้อนรน

          “ แต่ว่าต้องสุภาพหน่อยนะ “

                                ภริยาเดินออกไป ๒-๓ ก้าว  ฉับพลันต้องหยุดนิ่ง  เรียกผมเบา ๆ ให้ออกมา  “ เธอดูที่ม้านั่งยาวใต้ต้นไม้ใหญ่นั่น  ทางนั้น…ทางนั้น  เห็นหรือยัง “

          ผมเห็นแล้ว  คุณแม่(ยาย) นั่งอยู่ที่นั่น  ดูเหมือนว่าเพิ่งมาถึง  กำลังดึงของออกจากกระเป๋าแบบกระเป๋าหนังสือ  สิ่งนั้นคือเสื้อกันหนาวที่ถักแล้วครึ่งตัว  ขณะเดียวกันก็ยิ้มน้อย ๆ ไปทางกลุ่มคนที่กำลังรำมวยไท้เก๊กอยู่

          “ใช่คุณแม่จริง ๆ ด้วย! คุณแม่ทำไมต้องมานั่งถักเสื้อที่นี่นะ “ คุณภริยาไม่รู้จะทำอย่างไรดี

          “ เธออย่าร้อนใจ “ ผมพูด “ อย่างนี้ดีกว่า  เราไปหลบด้านหลังต้นไม้นั่น  หากตาแก่เป็นอันธพาลจริง ๆ เราจะสั่งสอนให้รู้สึก  ดูว่าเขาจะกล้าหรือไม่กล้ามาสร้างความยุ่งยากให้แก่คุณแม่ “

          คุณภริยารู้สึกว่าวิธีที่ผมเสนอนั้นไม่เลว  จึงดึงมือผมไปที่หลังต้นไม้ดังกล่าว

          มวยไท้เก๊กเลิกแล้ว  ตาแก่นั่นเดินยิ้มมาหาคุณแม่  พูดว่า “ คุณมาแล้ว “

          คุณแม่ลุกขึ้นยืน  ยกเสื้อครึ่งตัวนั้นทาบกับตัวตาแก่  แล้วพูดว่า “ ฉันทดลองถักน่ะ  คิดว่ายังไม่พอดีนะ “

          “ ดีแล้วล่ะ  ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก “  ตอนนี้สายตาของตาแก่จับมาที่ใบหน้าของคุณแม่  “ คุณพูดกับลูกสาวหรือยัง “

          คุณแม่ยายส่ายศีรษะ  ถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง  แล้วพูดว่า “ จะให้ฉันเปิดปากพูดอย่างไรได้ล่ะ “

          ตอนนี้คุณภริยาใช้แรงดึงแขนของผมนิดหนึ่ง  ผมหันมามอง  เห็นใบหน้าของภริยาขาวซีด  พร้อมกับบอกผมว่า “ ไป เรากลับกันเถอะ“


     
                                                        

                             





































 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 









ความเห็นของผู้เขียน
                ขนบธรรมเนียม  ประเพณี  วัฒนธรรม  ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์  ( แต่วัฒนธรรมที่สามีเกรงใจภริยานั้น  ยังเหมือนเดิม ธรรมชาติของมนุษย์ต้องมีความรัก  มีคู่  หากแต่ ระบบอนุรักษ์นิยม ได้ปิดกั้นการทำตามใจของผู้คนอยู่บ้าง  คนอายุมาก ก็มีหัวใจ  ยังต้องการเพื่อน  ยังต้องการคู่  การแสดงออกอย่างเหมาะสม  คงจะเป็นที่ยอมรับของสังคมได้  โลกจะสดใสถ้าทุก ๆ คนมองโลกในแง่ดี  ประพฤติตัวอยู่ในความดี  จะเห็นว่า การมีคู่ของคนสูงอายุ อย่างเหมาะสมก็มีส่วนทำให้โลกสดใสไดเช่นกัน  มีความสุขกันเถิด

 



แปลจากแบบเรียนภาษาจีนของมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมแห่งปักกิ่ง
โดย พันเอก ชูเกียรติ  มุ่งมิตร Chukiati@rta.mi.th
๑๔ มิ
..๔๕


ขอเชิญติชม
กลับหน้าแรก