ฝน


          "กุ้ย ฌิง ! รีบถอดเสื้อผ้าเปียกออกซะซิลูก ยังยืนเฉยอยู่ทำไม" คุณแม่ พูดพลางเดินพลางเข้ามาช่วย ลูกสาว ถอดเสื้อผ้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำฝน แต่เมื่อลูกสาวดูเหมือนมีอาการนิ่งเฉย คุณแม่ยิ่งรู้สึกร้อนใจ ถามว่า "เป็นอะไรลูก ไม่สบายหรือเปล่า ?"
          "แม่คะ ! หนูสบายดี ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ"
          ซวี๋ กุ้ย ฌิง ถอดเสื้อเปียกมาถือไว้ แต่ยังคงยืนอยู่ที่หน้าต่าง ดูราวกับว่ากำลังตั้งอกตั้งใจฟังเสียงฝนตก ที่ดังอยู่ภายนอก
          "รีบไปทานข้าวซะซิลูก ไม่หิวหรือ ?"
          ซวี๋ กุ้ย ฌิง ไม่ได้ตอบคำ แต่ที่ทำอยู่คือมองออกไปนอกหน้าต่าง
          "ไม่มีอะไรแม่ !" ซวี๋ กุ้ย ฌิง รีบนั่งลงที่เก้าอี้ข้างโต๊ะอาหาร หยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วพูดว่า "หนูเพียงแต่ รู้สึกว่า ฝนตกหนักเหลือเกิน"
          "แต่ลูกก็กลับมาถึงบ้านแล้วนะ ทานข้าวเถอะลูก"
          "แม่คงรู้นะว่า ยังมีผู้คนอีกจำนวนมากกำลังกรำฝนอยู่"
          "ทานข้าวเถอะลูก ไม่ต้องห่วงพวกเขาหรอก พวกเขาคงจะหาที่หลบฝนได้ อ้อ ! ทำไมลุกไม่เรียกให้หนู จางน้อย ( เสี่ยว จาง ) มาหลบฝนในบ้านเราก่อนล่ะ !"
          "แม่ขา หนูมิได้ห่วง จางน้อย หรอกนะคะ วันนี้เป็นวันหยุดของเขา ไม่ได้ไปทำงาน หนูเป็นห่วงชาวบ้าน ที่อยู่ที่หมู่บ้านข้างนอกโน่นน่ะ"
          "อ้าว ! แล้วกัน ! ลูกจะต้องไปห่วงเขาทำไม หนึ่งปีมีสามร้อยหกสิบห้าวัน ย่อมต้องมีวันที่ฝนตก แน่นอน ลูกเพียงแต่ทำงานบนรถไฟให้ดีก็พอแล้ว ลูกคนนี้นี่ ! บางเวลากับใคร ๆ ก็ดีไปหมด ที่ไม่ควรกังวลก็ กังวล บางเวลาก็ไม่ห่วงกังวลใคร ๆ อย่างเช่น บางเวลา จางน้อย มานั่งที่บ้านนานไปหน่อย ลูกก็ไม่พอใจมากๆ"
          "แม่คะ ! ไม่ต้องพูดถึง จางน้อย หรอก หนูไม่ชอบเขา เขาชอบเล่นไพ่ ไม่อ่านหนังสือ"
ซวี๋ กุ้ย ฌิง เป็นพนักงานตรวจตั๋วและบริการบนรถไฟ ซึ่งผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นคนงานที่มีที่พำนักอยู่ใน หมู่บ้านนอกเมือง
          มีผู้โดยสารที่เป็นคนงานหนุ่มคนหนึ่ง แต่ละวันเมื่อขึ้นรถไฟจะหาที่นั่งข้างหน้าต่าง มุ่งมั่นจดจ่ออยู่ ที่การอ่านหนังสือ แม้แสงอาทิตย์ในฤดูร้อนจะจับใบหน้าของเขาจนแดงเรื่อก็ไม่วางหนังสือ เมื่อถึงฤดูหนาว ฟ้ามืดเร็ว ขึ้นรถไฟแล้วจะหาที่นั่งใกล้โคมไฟในตู้รถ มีคนงานหนุ่มอื่น ๆ ที่ขึ้นรถไฟแล้วอ่านหนังสืออยู่ เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนคนนี้ที่ปฏิบัติเช่นนี้อยู่สม่ำเสมอ
          บิดาของ ซวี๋ กุ้ย ฌิง เป็นพนักงานขับรถไฟ แต่สุขภาพไม่ค่อยดี ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลมา 2 ปีแล้ว แต่ละเดือนจะได้รับเงินอุดหนุน 50 หยวน การดำรงชีพของครอบครัวจึงค่อนข้างลำบาก ซวี๋ กุ้ย ฌิง เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมจึงมาเป็นพนักงานบนรถไฟซึ่งมีการทำงานเป็นกะ บางสัปดาห์เข้าทำงานตอนเช้า บางสัปดาห์เข้าทำงานตอนบ่าย บางสัปดาห์จะต้องทำงานกะกลางคืน ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถไปเข้าเรียนใน โรงเรียนภาคค่ำได้ทุกวัน เธอรู้สึกว่าอนาคตการศึกษาของเธอหมดหวังแล้ว จนกระทั่งมาพบเห็นคนงาน หนุ่มคนนั้น แต่ละครั้งที่มาตรวจตั๋วตรงหน้าเขา เมื่อได้เห็นหนังสือและดินสอในมือของเขาแล้ว ทำให้รู้สึกว่า ตัวเองก็มีเวลาว่างไม่น้อย แล้วทำไมจะต้องติดตาม จางน้อย ไปเล่นไพ่ล่ะ ! ทำไมไม่หาหนังสือมาอ่านล่ะ !
          ซวี๋ กุ้ย ฌิง ได้เห็นหนุ่มคนนั้นมาหนึ่งปีแล้ว แต่ยังไม่รู้จักชื่อของเขา มีที่รู้อยู่ก็เพียงว่า เมื่อรถไฟมา ถึงสถานี หลิ่วชุน หนุ่มคนนั้นก็ลงรถไฟไป แต่มีบางครั้งที่ทำให้เธอประหลาดใจที่เขามิได้ลง รถไฟที่สถานี หลิ่วชุน แต่นั่งรถไฟต่อไปอีกไม่กี่นาทีแล้วลงรถไฟที่สถานี ฌิง สุ่ย เหอ เป็นเพราะว่าเขากำลังทำการบ้าน คณิตศาสตร์ ไม่ต้องการที่จะวางดินสอกลางคัน เธอคาดเดาได้ว่า เขาคงมีบ้านอยู่ระหว่าง 2 สถานีนี้แน่นอน มีอยู่ครั้งหนึ่งรถไฟหยุดที่สถานี ฌิง สุ่ย เหอ เธอเห็นชายหนุ่มอีกสองคน พูดกับชายหนุ่มคนนั้นขณะลงจากรถไฟ
          "นี่ ! เฉินน้อย ( เสี่ยว เฉิน ) คราวนี้นายต้องเดิน 3 - 4 ลี้นะ"
          "ไม่เป็นไร ฉันเพิ่งทำเลขเสร็จหนึ่งข้อ"
          คำสนทนาดังกล่าวทำให้ ซวี๋ กุ้ย ฌิง ทราบว่า หนุ่มคนนั้นมีนามสกุล เฉิน และบ้านของเขาห่างจาก สถานี หลิ่วชุน ค่อนข้างไกล ( 1 ลี้ = ครึ่งกิโลเมตร โดยประมาณ ) "แท้จริงแล้วเป็นหมู่บ้านไหนนะ !" เธอเข้าใจ ได้ไม่ง่าย คิดถึงว่ารถไฟผ่านสถานี หลิ่วชุน ต้องเดิน 4 - 5 ลี้ จึงจะถึงหมู่บ้านหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอจึงคิดว่า หมู่บ้านนั้นคงจะสวยงามดี ตั้งแต่นั้น ครั้งใดที่เธอพบว่า ชายหนุ่มมิได้ลงรถไฟที่สถานี หลิ่วชุน เธอจะรู้สึกร้อนใจ แทนเขาทันที "ทำไมจะต้องทำเลขข้อนั้นให้สำเร็จ แล้วยอมเดินถึง 3 - 4 ลี้ อย่างนั้น" ขณะเดียวกันยังรู้สึกว่า การขยันอย่างนั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ และมีอยู่ครั้งหนึ่ง เธอเดินมาตรวจตั๋วของเขา อยากจะบอกเขาว่า "ไม่จำเป็นต้องเดินไกลอย่างนั้น คุณควรจะลงที่สถานี หลิ่วชุน นะ" แต่มิได้พูดออกมา เพราะว่า เธอ กับ เขา มิเคยพูดคุยกันมาก่อนนั่นเอง บางครั้งเธอรู้สึกว่าน่าขันว่า กังวลเรื่องนี้ไปทำไม เขาไม่รู้จักเธอ เธอก็ไม่ รู้จักเขา แม้ว่าเธอจะคิดอย่างนี้ แต่ที่แปลกประหลาดคือ เมื่อเธอมีเวลาว่าง ใบหน้าแดง ๆ และ ดวงตาที่ ดูแต่หนังสือของชายหนุ่มคนนั้น จะมาปรากฏตรงหน้าของเธอเสมอ
          แล้ววันนี้ รถไฟเพิ่งมาถึงสถานี หลิ่วชุน ฝนก็ได้ตกลงมา ตอนเริ่มตกนั้นฝนยังไม่หนัก คนงานที่ โดยสารรถไฟต่างมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความร้อนใจ และกังวลว่าจะต้องกรำฝนกลับบ้าน แต่ชายหนุ่ม คนนั้นเหมือนกับว่ามิได้สนใจเรื่องนี้ ยังคงจดจ่อกับปัญหาคณิตศาสตร์ต่อไป เมื่อถึงสถานี ฌิง สุ่ย เหอ เขาจึงเก็บสิ่งของแล้วลงจากรถไฟไป แต่ตอนนี้ฝนตกหนักแล้ว สถานี ฌิง สุ่ย เหอ เป็นสถานีใหญ่ ห้องพักคอย ของผู้โดยสารก็มีขนาดใหญ่ และยังมีร้านขายของเล็ก ๆ ด้วย
          ซวี๋ กุ้ย ฌิง เห็นผู้โดยสารที่ขึ้นมาที่สถานีนี้อยู่ในสภาพเปียกปอน ก็คิดด้วยความรุ่มร้อนใจว่า "เขาเปียกชุ่มอย่างไรแล้วนะ" เธอภาวนาให้ฝนหยุด แต่ฝนไม่หยุดดังใจ รถไฟมาถึงสถานีสุดท้าย เธอเลิกงาน แล้ว นั่งรถเมล์กลับบ้าน ฝนนั้นยิ่งตกก็ยิ่งหนัก หากเขาคนนั้นยังหลบฝนอยู่ที่สถานี ฌิง สุ่ย เหอ คืนนี้จะพักผ่อน อย่างไร หากว่าเดินฝ่าฝนกลับบ้าน ฝนตกหนักอย่างนี้ก็คงจะเปียกชุ่มยิ่งกว่าอาบน้ำแน่ ๆ ด้วยเหตุผลนี้ แม้ว่าเธอจะถึงบ้านแล้วก็ยังมีความกังวลใจอยู่
          ทานอาหารเสร็จแล้ว ซวี๋ กุ้ย ฌิง ก็คิดขึ้นมาทันทีว่า เขายังไม่กลับบ้านแน่นอน ต้องคอยให้ฝนหยุด แล้วจึงกลับบ้านแน่แท้ จะต้องนั่งอยู่ที่ร้านขายของเล็ก ๆ ทาน ซาลาเปาพลาง ดูหนังสือพลาง ในมืออาจจะถือ ดินสอเขียนอะไรเล่นอยู่ คิดมาถึงตรงนี้ เธอได้ดึงลิ้นชัดโต๊ะและหยิบหนังสือออกมาสำรวมสมาธิอ่าน
          คุณแม่พูดว่า "คืนนี้ลูกควรจะเข้านอนเร็วหน่อยนะ"
          ซวี๋ กุ้ย ฌิง มิได้มองมารดา แต่ตอบว่า "คนอื่นเขายังนั่งเรียนหนังสืออยู่ที่ห้องพักผู้โดยสารอยู่นะแม่"
          "ใครอยู่ที่ห้องพักผู้โดยสาร ?" คุณแม่ถามด้วยความสงสัย
          ซวี๋ กุ้ย ฌิง แก้มแดงขึ้นทันที
          คุณแม่เห็นว่าเธอไม่ตอบคำถาม แต่ตั้งใจอ่านหนังสือ ก็เดินจากไปข้างนอก ฝนยังตกหนักต่อไป ราวกับว่าจะไม่ยอมหยุดตกแม้แต่เพียงวินาทีเดียว

ความเห็นของผู้เขียน
          เรื่อง "ฝน" นี้ ได้สะท้อนให้เห็นบริการของรถไฟของประเทศจีนว่า มีการแบ่งตามประเภทของ ผู้โดยสาร ซึ่งในเรื่องนี้เน้นที่รถไฟสำหรับคนงาน ในทางปฏิบัติแล้วยังมีการแบ่งระหว่างผู้โดยสารที่เป็น คนต่างชาติ แยกจากผู้โดยสารที่เป็นคนจีนโดยเฉพาะด้วย รถไฟเป็นระบบการขนส่งที่ทรงประสิทธิภาพ อย่างหนึ่งของประเทศจีน ที่เป็นการส่งเสริมการเดินทางของทั้งคนจีนเอง และคนต่างชาติที่เข้าไปท่องเที่ยว
          วัฒนธรรมการคบกันระหว่างหนุ่มสาวตามเรื่องนี้ จะเห็นว่ายังคงมีสภาพอนุรักษ์นิยมอยู่ ผู้หญิงยังวางท่าทีที่เหมาะสม ไม่พูดคุยกับผู้ชายที่ยังไม่รู้จักกัน แต่วัฒนธรรมตะวันตกก็กำลังมีอิทธิพล แผ่เข้าไปในประเทศจีน ผู้หญิงจะมีความกล้าหาญมากยิ่งขึ้น อย่างที่คนไทยได้เห็นในละคร หรือ ภาพยนตร์ไทย ที่ผู้หญิงเป็นผู้ริเริ่มในการแสดงออกถึงการชอบผู้ชายคนใดคนหนึ่งโดยไม่เคอะเขิน
          อีกเรื่องหนึ่งที่ได้เห็นจากเรื่อง "ฝน" นี้ คือ ผู้ใฝ่เรียน ยังมีอยู่มากมาย ความรู้จะนำพาผู้นั้นไป สู่ความเจริญของชีวิต ตามความเจริญของโลกที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะเป็นความสำเร็จที่ทำให้ คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้นตลอดไป เรียนหนังสือกันเถอะ

พันเอก ชูเกียรติ    มุ่งมิตร รองเจ้ากรมข่าวทหารบก
chukiati@rta.mi.th
2 ม.ค. ๒๕๔๖

ขอเชิญติชม
กลับหน้าแรก