ซูสื้อ
กวีผู้มีชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่ชาวจีน มีชีวิต อยู่ระหว่าง ค.ศ.1037
- 1101 มีเกร็ดหนึ่งในชีวิตของท่าน
ที่น่าสนใจเล่าขานกันมา ว่า วันหนึ่งหลังจากท่องเที่ยวบนภูเขาจนรู้สึกเหนื่อย
ท่านได้แวะที่สำนักสงฆ์ บนภูเขานั้น เพื่อพักผ่อนชั่วครู่
พระเจ้าสำนัก
เห็นชายแต่งกายด้วยเสื้อผ้าค่อนข้างธรรมดาแวะพัก ไม่ได้ให้ความสนใจ กล่าวเชิญด้วย
ความเย็นชาว่า นั่ง ภายหลังจึงสั่งพระลูกวัดว่า ชา
ซูสื้อ
นั่งลงแล้ว สนทนากับพระเจ้าสำนัก ซึ่งทำให้พระเจ้าสำนักตระหนักว่า
ชายผู้นี้มิใช่คนธรรมดา จึงเชิญให้เข้าไปสนทนาในห้องโถงใหญ่ ด้วยคำพูดที่นอบน้อมว่า
เชิญนั่ง แล้วสั่งพระลูกวัดว่า รินชา
ทั้งสองคนสนทนาต่อไปอีกครู่หนึ่ง
พระเจ้าสำนักยิ่งรู้สึกว่า ชายผู้นี้ไม่ธรรมดาแน่นอน จึงถามชื่อเสียงเรียงนามจนรู้ว่า
คู่สนทนาคือ กวีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศ แล้วลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับเชื้อเชิญท่านซูสื้อ ให้เข้าไปในห้องรับแขกที่ตกแต่งงดงาม
และด้วยความสุภาพสุดสุด ได้เชิญให้กวีเอกนั่งบนที่นั่งอันอ่อนนุ่มว่า
เชิญนั่งฟูก กับได้หันไปสั่งพระลูกวัดว่า รินชาหอม
เมื่อ
ซูสื้อ บอกลา พระเจ้าสำนักได้ขอให้ท่านเขียนบทกวีให้เป็นเกียรติสัก
1 บท ซูสื้อ ยิ้มเล็กน้อย หยิบพู่กันขึ้นเขียนคำคมลงบนกระดาษ
เมื่อพระเจ้าสำนักได้อ่านแล้ว รู้สึกร้อนวูบจนหน้าแดงด้วยความละอาย คำคมนั้นคือ
นั่ง
เชิญนั่ง เชิญนั่งฟูก ชา รินชา รินชาหอม
ความเห็นของผู้เขียน
วิญญูชนไม่ควรมองคนจากภายนอกเท่านั้น
แม้โดยหลักจิตวิทยาเบื้องต้นจะชี้ว่า ใบหน้าสะท้อนจิตใจมนุษย์ได้ก็ตาม
จะพบเห็นได้จากภาพยนตร์ตะวันตกที่บางครั้งชี้นำให้ผู้ชมมีความรู้สึกระแวงผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องที่หน้าตาว่าน่าจะเป็นคนไม่ดี
แต่ในผลสรุปของเรื่อง ปรากฏว่าคนที่หน้าตาดี แต่งกายดี กลับเป็นคนไม่ดีในที่สุด
ในขณะที่ภาพยนตร์บางเรื่องได้สะท้อนให้เห็นความงดงามของจิตใจของคนที่ภายนอกดูน่าชังให้เห็นอยู่เสมอ