ผมเป็นครูมัธยมคนหนึ่ง สอง-สามปีที่ผ่านมานี้ ได้ยินพ่อแม่ของเด็กนักเรียนมัธยมจำนวนหนึ่งพูดว่า "เด็ก ๆ สมัยนี้ ยิ่งโตยิ่งคุมยาก ตอนเรียนชั้นประถมยังพอไหว แต่เมื่อขึ้นชั้นมัธยมแล้ว ไม่ฟังคำพ่อ-แม่เลย พวกเขามีความคิด มีการพูด เปรียบเทียบกับพวกเราตอนเล็ก ๆ ช่างไม่เหมือนกันเลย"

                     การพูดของเด็กมัธยมสมัยนี้ แค่เปิดปากก็แทบจะไม่พ้นคำว่า "ขณะนี้เป็นทศวรรษ 1980-89" คำพูดนี้มีความหมายคือวิธีคิดและวิธีทำแบบเก่า ๆ ก่อนหน้านี้นั้น ใช้ไม่ได้แล้ว ด้วยเหตุนี้ผมจึงเฝ้าจับตามองพวกเขาเป็นพิเศษ ผมพบว่าเมื่อเปรียบกับไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักเรียนมัธยมปัจจุบัน กับนักเรียนมัธยมในอดีตนั้น ความน่าเชื่อถือไม่เหมือนกัน

                      พวกนักเรียนต่างไม่ชอบวิธีการสอนและเนื้อหาการเรียนแบบดั้งเดิม พวกเขาต้องการที่จะพินิจพิเคราะห์และพิจารณ์การช่วยของครูและผู้ปกครองที่ให้แก่พวกเขา และยังคิดไปว่า "หากให้พวกเราทำกันเอง อาจจะเป็นไปได้ที่จะทำได้ดีกว่าที่อาจารย์ทำ"

                      นักเรียนมัธยมปัจจุบันล้วนต้องการเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องของตัวเองด้วยตัวเอง ไม่ชอบที่จะฟังคำพร่ำบ่นที่ไม่จบไม่สิ้น ถึงเรื่องการศึกษา และการตำหนิจากผู้ปกครอง นักเรียนในห้องของผม ตอนปิดภาคฤดูร้อน จัดกลุ่มกันเอง ที่จะออกไปเที่ยว ไปชมกิจกรรมต่าง ๆ ไปเยี่ยมเยียนและ ดูแลปัญหาของสังคม ที่พวกเขารู้สึกว่าน่าสนใจ โรงเรียนของเราจัดตั้งร้านขายของเล็ก ๆ ต้องการได้นักเรียนเป็นผู้จัดการ 1 คน ปรากฏว่ามีผู้สมัคร 25 คน คนที่ไม่ได้เป็นผู้จัดการก็จะเป็นพนักงานประจำร้าน เลิกเรียนแล้ว มีนักเรียนไม่น้อยไปขายหนังสือบ้าง ขายหนังสือพิมพ์บ้าง มีนักเรียนบางคนขายของใน 1 เดือนได้เงิน 5 เฟิน (เท่ากับ 25 สตางค์) ก็ยังดีใจมาก พวกเขาพูดว่า พวกเราขายหนังสือมิใช่ต้องการเงิน แต่ต้องการเข้าใจระบบสังคม ซึ่งมีหลายอย่างไม่มีการสอนในห้องเรียน

                       มีครูและผู้ปกครองบางท่านไม่อนุญาตให้เด็ก ๆ ทำกิจกรรมด้านสังคม โดยคิดว่า "การอ่านหนังสือเรียนทุกวันเท่านั้นคือ การเรียน" ดังนั้นครูจะบอกให้นักเรียนมาถึงโรงเรียนตั้งแต่ยังไม่สว่าง เมื่อฟ้ามืดแล้วจึงให้กลับบ้าน หลังอาหารค่ำแล้วยังต้องทบทวนบทเรียน และทำการบ้าน วันอาทิตย์ก็ไม่ใช่วันหยุดเรียน แต่ยังเป็นวันเรียน บรรดานักเรียนพูดว่า "พวกเราแต่ละวันอยากทำอะไรก็ไม่ได้ทำ ที่ไม่อยากทำจะไม่ทำก็ไม่ได้ อย่างนี้แล้ว จะไม่เป็น หนอนหนังสือ คงไม่ได้"

                       พวกเด็ก ๆ เวลาอยู่บ้านมักจะไม่สามารถแสดงออกถึงความคิดเห็นของตัวเอง ดังนั้นมีเด็กไม่น้อย ที่เมื่อเลิกเรียนแล้วไม่รีบกลับบ้าน จับกลุ่มคุยกันบ้าง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงสถานการณ์ต่าง ๆ บ้าง คุยกับครูบ้าง เป็นอย่างนี้มาตลอด จึงกลับบ้านค่อนข้างค่ำ แล้วมักจะพบกับเหตุการณ์ที่บ้านซ้ำ ๆ เดิม คือเมื่อเข้าประตูบ้าน พ่อแม่ก็จะถาม ทำไมกลับบ้านค่ำ? ไปไหนมา ? มากับใคร ? ทำอะไรอยู่ ? เด็ก ๆ ไม่มีอารมณ์ตอบคำถามของพ่อแม่ พ่อแม่ก็ยิ่งไม่ถามไม่ได้ สุดท้ายทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็กต่างก็ไม่มีความสุข ดังนั้นจึงมีเด็กบางคนพูดว่า "ฉันอยากให้พ่อหรือแม่ไปนอกบ้านบ้าง ไป 1 คน อยู่ 1 คน เราคงจะรู้สึกดีเป็นพิเศษ เพราะไม่มีใครมาคุมพวกเรา ดีที่สุดคือคุยกัน ไม่เพียงแต่คอยกังวลเรื่องชีวิตของฉัน บางเวลาก็ช่วยฉันเรียนหนังสือบ้าง" ผมถามเด็ก ๆว่า "หากพ่อ-แม่ไปทั้งคู่ล่ะ" เด็ก ๆ ตอบว่า "อย่างนั้นคงไม่ได้ เรายังต้องการคนทำอาหารให้เรากินนะ"

                       เมื่อได้มีโอกาสคุยกับนักเรียนทั้งกลุ่ม มักพบว่าพวกเขามีวิธีคิดที่เกี่ยวกับคน และที่เกี่ยวกับงาน ไม่เหมือนอย่างที่ผู้ใหญ่คิด มีนักเรียนบางคนพูดว่า เขารู้ว่าครูและผู้ปกครองมิได้ดูแคลนพวกเขา แต่มักคิดว่าพวกเขาไม่เหมือนนักเรียนในทศวรรษที่ 50 กับ 60 หากแต่พวกเขามีได้มองอย่างนี้ พวกเขาไม่เห็นด้วยกับวิธีการพูดของแต่ละยุคที่ไม่เหมือนกัน พวกเขาคิดว่ายุคทศวรรษที่ 90 นี้เป็นของพวกเขา

                       ปัจจุบัน ครูบางท่านพบว่านักเรียนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแปลก ๆ ก็คิดไปว่าเป็นพวกอันธพาล แต่นักเรียนพูดว่า "ผมไม่เข้าใจ ทำไมถึงต้องมาคุมเข้มงวดอย่างนั้น สมัยที่ท่านเป็นนักเรียนมัธยม หากให้ท่าแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแขนยาวของทศวรรษที่ 30 ท่านจะยอมแต่งหรือไม่ ?" พูดจริง ๆ แล้ว เมื่อทศวรรษ 50 ผมเป็นนักเรียนมัธยม ผมเคยสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว เวลาเรียนพลศึกษา ต้องวิ่ง ต้องกระโดด รู้สึกไม่สะดวก เวลานั้นแฟชั่นเสื้อผ้าของชาวต่างชาติมีให้เห็นแล้ว ผมเห็นก็รู้สึกว่าสวยดี อยากให้พ่อแม่ตัดให้บ้าง พ่อแม่ไม่มีทางอื่น ต้องตัดเย็บให้ผม 1 ชุด ถึงตอนนี้มามองย้อนถึงเสื้อผ้าเหล่านั้น ก็รู้สึกว่ามิได้สวยงามอย่างที่ได้เห็นในตอนนั้น นี่คงเป็นไปตามกระแสนั่นเอง การสวมเสื้อผ้าก็ต้องเกี่ยวกับกระแสความนิยมที่เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย ดังนั้นผมจึงคิดว่า นักเรียนทั้งหลายชอบสวมเสื้อผ้าที่แปลกใหม่ ปล่อยตัวไปตามกระแสนิยม อย่างนี้น่าจะทำให้เข้าใจกันได้ ครูและผู้ปกครองคงจะทำได้เพียงช่วยบอกพวกเขาว่าสไตล์ไหนสวยก็พอแล้ว ไม่ใช่ให้เด็กต้องตามผู้ใหญ่ด้านความชอบต่อเสื้อผ้า แม้จะเห็นว่าควรก็คงทำไม่ได้

                       ปัจจุบันนักเรียนมัธยมที่มีอายุ 15 - 16 ปี ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อเรื่องมิตรภาพของมนุษย์ รวมทั้งระหว่างนักเรียนชาย - หญิง ก็เป็นเช่นนี้ บรรดานักเรียนบอกครูว่า มิตรภาพชนิดนี้ทุก ๆ คนต่างมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ไม่มีอะไรผิดปกติ พวกเขาไม่ต้องการให้มีการควบคุมกันมากมาย

                       ผมคิดว่าความรู้สึกของนักเรียนที่แสดงออกมานั้น ไม่ผิดปกติ ทางหนึ่งคือพวกเขาโตแล้ว เริ่มรับรู้ความเป็น หญิง - ชาย กันแล้ว สถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ที่สำคัญคือ ผู้ปกครองและครูต้องช่วยให้คำแนะนำเป็นพิเศษเรื่องมิตรภาพระหว่างเพศ แต่การจะช่วยเหลือดังกล่าวมีความยากลำบากอยู่มาก หากแต่ผู้ใหญ่ยังสามารถหาวิธีการได้อยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น บอกพวกเขาให้รู้ถึงการเรียนว่าเวลาเรียนที่โรงเรียน ต้องเรียนให้ได้ความรู้เรื่องที่เรียน ยกระดับวัฒนธรรมให้สูงเป็นจุดยืนที่สำคัญ อย่าใช้เวลาให้แก่การเป็นเพื่อนชาย - หญิง นอกจากนั้น ผู้ใหญ่ต้องมองเห็นว่า การวิพากย์วิจารณ์ที่ไม่เหมาะสมจะทำให้มิตรภาพระหว่างเพื่อน กลายเป็นความรักระหว่างเพศได้เร็วมาก

                       พวกเราควรเข้าใจนักเรียนในปัจจุบัน ต้องใส่ใจพวกเขา แต่ใช่ว่าจะเห็นนักเรียนสมัยนี้ทำอะไรดีหมด ทำอะไรถูกหมด พวกเขายังมีที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง อยู่ พวกเราควรจะคิดกันบ้างถึงประเด็นตัวอย่างต่อไปนี้ เช่น มีอยู่บ้างที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการสอนของทางโรงเรียน มีอยู่บ้างที่ไม่เห็นด้วยกับการสอนเสริมของผู้ปกครอง มีอยู่บ้างที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของสังคม พวกเราควรจะทำงานในหลาย ๆ ด้าน ไม่ควรตำหนิติเตียนเด็กอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่ควรพูดว่า เด็กนักเรียนปัจจุบัน ไม่เหมือนนักเรียนในอดีต

                       ยุคสมัยไม่เหมือนกัน ความคิดเห็นของพวกเราก็ควรเปลี่ยนไปบ้าง ยุคทศวรรษ 80 กับยุคทศวรรษ 50 - 60 ย่อมไม่เหมือนกัน ทศวรรษที่ 90 กับ 80 ก็ไม่เหมือนกัน พวกเราควรจะสนับสนุนให้พวกเขาเดินตามทางของเขาเอง เช่นนี้ พวกเขาก็อาจจะเติบโตอย่างมีพลานามัย เป็นบุคคลที่มีประโยชน์ต่อสังคม


                 ความเห็นของผู้เขียน
                       บทความนี้นำมาจากหนังสือแบบเรียนภาษาจีนที่ตีพิมพ์ในทศวรรษ 1980 - 89 ล้าหลังไปกว่าสิบปี การเปลี่ยนแปลงใน 10 ปีหลังนี้ อาจจะล้ำยุคไปอีกแบบหนึ่ง แต่คงจะเป็นวิวัฒนาการที่คล้าย ๆ กัน จึงคิดว่าเนื้อหาในบทความนี้คงจะยังใช้ประโยชน์ได้ เรื่องความคิดเห็นทั้งหลาย ผู้เขียนสรุปในใจเสมอว่า ของใครก็ถูกต้องทั้งนั้น ไม่อาจบอกว่าของใครถูก ของใครผิด
                       ข้อมูลในบทความนี้เป็นของสังคมเด็ก ๆ บนผืนแผ่นดินใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน แม้ว่าจะแตกต่างจากสังคมเด็ก ๆ ของบ้านเรา แต่สัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ คงจะมีอะไรเทียบเคียงกันได้บ้าง ขอฝากท่านผู้อ่านช่วยกันพิจารณาด้วย ขอบคุณ




โดย พันเอก ชูเกียรติ   มุ่งมิตร รองเจ้ากรมข่าวทหารบก
chukiati@rta.mi.th
   ๑๙ ส.ค. ๒๕๔๕

ขอเชิญติชม
กลับหน้าแรก