|
ฟ้ายังไม่ทันสาง
ประตูเมือง ฉางอาน กำลังถูกเปิด ชายหนุ่มอายุประมาณ 20 ปีคนหนึ่ง
กำลังย่างเท้ามุ่งสู่ประตูด้านใต้ ผู้คนที่ยืนอยู่ 2 ข้างประตูเมือง
มองมาที่เขา และกล่าวทักทาย สวัสดี เขาเดินพลางยิ้มพลางและก้มศีรษะให้ผู้คนเหล่านั้น
ชายหนุ่มคนนี้ชื่อ ซือ หม่า เฌียน
นี่เป็นวันหนึ่งในปีที่
126 ก่อน ค.ศ. ซือ หม่า เฌียน
ออกเดินทางจากบ้านเกิด เพื่อท่องเที่ยวไปในดินแดนที่ไกลแสนไกล
การเดินทางนี้เขาได้คิดมา 2 - 3 ปีเป็นอย่างดีแล้ว ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก
ๆ เขามีความปรารถนาที่จะไปเที่ยวในที่ต่าง ๆ เที่ยวชมโบราณสถานที่มีชื่อเสียง
วันนี้ได้รับความเห็นชอบและการสนับสนุนจากบิดา จนสามารถออกท่องเที่ยวได้
อย่างไรเสียก็ต้องดีใจเป็นอย่างยิ่ง
บรรพบุรุษของ
ซือ หม่า เฌียน ในสมัย ราชวงศ์ โจว
ได้ดำรงตำแหน่ง อาลักษณ์ ทำหน้าที่ด้านงานจดบันทึกต่าง
ๆ รวมถึงงานประวัติศาสตร์ บิดาของเขาคือ ซือ
หม่า ถาน เป็น อาลักษณ์ รับผิดชอบงานงานเขียนบันทึกเหตุการณ์ของ
ราชวงศ์ ฮั่น
พูดถึงตำแหน่ง
อาลักษณ์ ของราชวงศ์ ฮั่น
แล้ว นับว่า ดูหมิ่นไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ไม่มีอำนาจ
และรายได้ก็ไม่สูง แต่ ซือ หม่า ถาน
มีจิตพิศมัยในตำแหน่งนี้เป็นอย่างยิ่ง กับมีความปรารถนาที่จะให้คนในตระกูล
ซือ หม่า ของเขา ได้สืบทอดงานในตำแหน่งนี้ด้วย
ดังนั้น ตอนที่ ซือ หม่า เฌียน
ยังอายุน้อย ๆ จึงได้รับฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์จากบิดาตลอดมา
ภายหลังยังได้สอนให้ ซือ หม่า เฌียน
ได้ศึกษาเล่าเรียนตัวหนังสือจีนที่มีใช้ ก่อนราชวงศ์
ฉิน แนะนำให้เขาอ่านหนังสือประวิติศาสตร์ก่อนราชวงศ์
ฉิน และยังได้ส่งเขาไปเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในขณะนั้น
คือ ท่าน ต่ง จ้ง ซู กับ
ท่าน ข่ง อัน กั๋ว โดย ซือ
หม่า ถาน ตั้งความหวังไว้สูงสุดว่า บุตรชายของเขาเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
จะได้ดำรงตำแหน่ง อาลักษณ์
ซือ
หม่า เฌียน เข้าใจเจตนารมย์ของบิดาเป็นอย่างดี เขาเองก็ชื่นชอบวิชาประวัติศาสตร์
ความใฝ่ฝันของเขาคือ เมื่อเติบใหญ่อยากมีหน้าที่ จดบันทึก และเขียนประวัติศาสตร์
อย่างที่บรรพบุรุษของเขาได้ดำเนินมา การศึกษาของเขาเมื่อผ่านไปได้กว่า
10 ปี ได้รับความรู้จากการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ทั้งหลายที่มีอยู่ของเมือง
ฉางอาน และได้เรียนตัวหนังสือจีนแบบโบราณด้วย
ตอนนี้เขาอยากท่องเที่ยวไปตามที่ต่าง ๆ เพื่อค้นหา และ รวบรวมข้อมูลที่มีมากมายมหาศาลเกี่ยวกับโบราณสถานต่าง
ๆ ที่เขาเคยอ่านจากหนังสือแล้ว และเขายังปรารถนาที่จะเขียนหนังสือประวัติศาสตร์ตามอุดมคติของเขาสัก
1 เล่ม
ในสมัยโบราณ
การท่องเที่ยวมิใช่เป็นเรื่องง่าย ในเวลานั้น การเดินตามเส้นทาง
และการปีนป่ายภูเขา ต้องใช้ขาทั้งสองข้างเป็นหลัก แต่ ซือ หม่า
เฌียน กลับรู้สึกว่าเป็น เรื่องที่มีความสุขมาก เขาได้ไปเยือน
กำแพงเมืองจีน ได้ชมภูเขาที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ รวมถึงสถานที่ที่เขาคุ้นเคยจากการที่ได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของผู้คน
และ จากการที่ได้ฟังเรื่องเล่าขานของผู้สูงอายุหลากหลายด้าน ทำให้เขาเข้าใจลึกซึ้งถึงปรัชญา
และประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ของท่าน ขงจื้อ
ท่าน ชวี เยวี่ยน
และของ จอมจักรพรรดิ ฉิน เป็นต้น
ทั้งยังทำให้มีความมั่นใจต่อความเข้าใจในอุดมคติของตัวเองด้วย
เมื่อ
ซือ หม่า เฌียน เดินทางกลับมายัง ฉางอาน
องค์จักรพรรดิ ได้ประทานตำแหน่งขุนนางให้แก่เขา แม้ว่าจะเป็นตำแหน่งเล็ก
ๆ แต่มักจะได้อยู่เคียงข้างพระองค์ เขาดีใจยิ่งนักเพราะเป็นการแสดงว่า
องค์จักรพรรดิทรงให้ความไว้ใจแก่บิดาของเขา นอกจากนั้นเขายังตามเสด็จพระองค์ไปยังสถานที่ต่าง
ๆ เยี่ยงเดียวกับบิดาของเขาด้วย เรื่องนี้เมื่อนำความคิดของเขาที่ต้องการเขียนประวัติศาสตร์
ย่อมเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมจริง ๆ
ในปี
108 ก่อน ค.ศ. ภายหลังอนิจกรรมของบิดาของ ซือ หม่า เฌียน องค์จักรพรรดิ
ได้มีพระโองการให้เขาดำรงตำแหน่ง อาลักษณ์
สืบต่อจากบิดา ยังความปลื้มปีติแก่เขาเป็นอย่างยิ่ง
เช่นเดียวกับที่ต้อง คิดมากเป็นอย่างยิ่งด้วย
เกี่ยวกับเมื่อบิดายังมีชีวิตได้พูดกับเขาว่า
"ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเกือบ
400 ปี บิดายังเขียนเป็นหนังสือไม่ได้ ทั้งที่อยู่ในตำแหน่งอาลักษณ์
ซึ่งน่าจะทำให้สำเร็จได้แล้ว แต่ด้วยเหตุที่ว่า ไม่ว่างเสมอ ไม่มีเวลาตลอด
หากเจ้าได้เป็นอาลักษณ์ บิดาขอฝากเจ้าให้เขียนหนังสือให้สำเร็จ"
ซือ
หม่า เฌียน รู้ว่า หนังสือประวัติศาสตร์ที่ดีนั้น ที่สำคัญต้องพูดความจริง
เขียนเรื่องจริง แต่ผู้ที่ทำงานเคียงข้างพระวรกายองค์จักรพรรดิ
หากเรื่องที่พูดออกมาไม่ต้องกับพระวินิจฉัยของพระองค์ ย่อมมีความผิดเป็น
มหันตโทษ เขาเองยังจำได้ชัดเจน
ถึงเหตุการณ์ในประเทศฉู่ ที่กษัตริย์ ฉู่ สั่งประหารชีวิตขุนนางที่พูดเรื่องจริง
เขียนเรื่องจริง ไปถึง 3 คน ในเวลาที่ไม่ห่างกันมากนัก เขาหวังว่า
จักรพรรดิ ฮั่น องค์ปัจจุบัน
ทรงเป็น จักรพรรดิที่ดี คงจะไม่เหมือน
กษัตริย์ ฉู่ พระองค์นั้น
ซือ
หม่า เฌียน เป็นอาลักษณ์ ได้ 2 - 3 ปี แรก องค์จักรพรรดิทรงให้ความไว้วางใจในความซื่อตรงของเขา
และทรงให้เขาเข้าร่วมประชุมด้วยทุกครั้ง แต่ละครั้ง ที่เสด็จไปภายนอก
จะโปรดให้เขาตามเสด็จด้วย ผลงานของเขาแต่ละชิ้นก็เป็นที่ถูกพระทัย
บางโอกาสจะทรงประทานรางวัลให้ 1 - 2 ชิ้น กับสรรเสริญ 2 - 3 คำ
ซือ หม่า เฌียน รู้สึกว่าตัวเขาโชคดีมาก ที่ได้รับใช้ องค์จักรพรรดิ
ผู้ประเสริฐ
ประเทศจีนมีภาษิตบทหนึ่งว่า
อยู่กับจักรพรรดิมีอันตรายเหมือนกับใช้ชีวิตอยู่กับเสือ
ซือ หม่า เฌียน แม้ว่าจะขยันขันแข็งในการงานอย่างจริงจัง
แต่ด้วยเหตุที่พูดความจริง ตำหนิองค์จักรพรรดิ จึงได้รับมหันตโทษ
ซึ่งมีทางเลือก 3 อย่าง คือ ประหารชีวิตโดยการตัดคอ
หนึ่ง ใช้ทรัพย์สมบัติไถ่โทษ
หนึ่ง และการตัดอวัยวะสืบพันธ์ (
ตอน ) อีกหนึ่ง แต่ในเวลานั้นหากใครกลัวตายแล้วถูกตอนจะถูกผู้คนดูถูกเหยียดหยามอย่างยิ่ง
ดังนั้นคนส่วนมากจึงยินดีตาย
มากกว่า ถูกตอน
ซือ
หม่า เฌียน แม้จะเป็นอาลักษณ์ แต่มีทรัพย์สมบัติไม่มาก ความตาย
เขาไม่กลัว แต่ความตั้งใจ ที่เขียนประวัติศาสตร์ ให้สำเร็จนั้น
ละทิ้งไม่ได้ ช่วง วัน สองวันนั้น เขากินข้าวไม่ลง นอนไม่หลับ
จะทำอย่างไรดี ยิ่งคิดถึงบรรพบุรุษ ยิ่งคิดถึงคำพูดของบิดา แล้ว
ตายไม่ได้ จะต้องเขียนหนังสือให้สำเร็จ
ซือ
หม่า เฌียน ถูกตอน ถูกเนรเทศกลับบ้านเกิด
การถูกตอนทำให้ชีวิตของเขาลำบากมาก บางครั้ง เขามองผมบนหัวที่ขาวโพลน
คิดว่าน่าจะตายดีกว่า แต่เพื่อ อุดมคติของตัวเองและความปรารถนาของบิดา
เขาต้องดำรงชีพต่อไป เขามีเพียงความคิดว่า เขียนประวัติศาสตร์ที่เป็นความจริงให้ได้
วันแล้ววันเล่า
ปีแล้วปีเล่า ที่ไหน ๆ เขาก็ไม่ไป ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เขียนไป
เขียนไป
. จาก ปี 99 ก่อน ค.ศ. จนถึงวันที่เขาลาโลกไป ระยะเวลา
10 ปี หนังสือประวัติศาสตร์เล่มใหม่ ตั้งแต่ สังคมดั้งเดิม
ถึง ราชวงศ์ ฮั่น ก็สำเร็จออกมาจนได้
เมื่อเวลาผ่านมาอีกไม่กี่ปี
หลานตาของ ซือ หม่า เฌียน ชื่อ หยาง
ยวิ่น ได้นำหนังสือประวัติศาสตร์ของเขาออกแนะนำแก่ผู้คน
ซึ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ต่างพากันยกย่อง ซือ
หม่า เฌียน ด้วยสมญานามที่เป็นที่เคารพว่า ไท่
ษื่อ กง และตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า ไท่
ษื่อ กง ซู และ ไท่ ษื่อ
กง จี้ ประมาณว่า 300 ปีให้หลัง หนังสือเล่มนี้จึงได้ชื่อเป็นคำย่อ
ว่า ษื่อ จี้
ษื่อ
จี้ เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ยุคโบราณของประเทศจีนที่เป็นอมตะ
เพราะว่าเนื้อหาเป็นเรื่องจริง ขณะเดียวกัน เป็นเพราะว่า ฉันทลักษณ์
ของหนังสือนั้น ใช้ภาษาที่งดงาม สละสลวย บรรจุด้วยถ้อยคำที่ทำให้เห็นภาพประวัติศาสตร์เหมือนมีชีวิตจริง
เป็น วรรณกรรม ที่มีคุณค่าระดับสูง
อาจกล่าวได้ว่า ประวัติศาสตร์ กับ
วัฒนธรรม ของจีน 2 ด้าน
ของ ซือ หม่า เฌียน นี้ เป็น ผลงานของการอุทิศตนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ของเขา
ในปี
ค.ศ. 1956 ซือ หม่า เฌียน
กลายผู้มีชื่อเสียงด้าน วัฒนธรรม ของโลก
เป็นที่ยอมรับ ของ นักวัฒนธรรม และ ประชาชนหลาย ๆ ประเทศ โดยมีการจัดงานที่ระลึกถึงเขา
ซือ
หม่า เฌียน นอกจากเป็น
ความภูมิใจ ของ ชาวจีน แล้ว
ยังเป็น ความภูมิใจ ของ มนุษยชาติ
ทั่วกัน
จากผู้เขียน
เรื่องนี้เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์เล็ก
ๆ ที่น่ารู้ ที่ผู้เขียนได้ปลีกเวลามาแปลเพื่อนำเสนอแก่ผู้อ่านที่ยังคงติดตามผลงานของผู้เขียน
ซึ่งไม่ค่อยมีเวลาว่างในระยะนี้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้างตามสมควร
ราชาศัพท์ที่ใช้ในบทนี้
ผู้เขียน ใช้แบบที่พยายามให้พื้น ๆ ที่สุด เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะใช้ผิดให้มากที่สุด
หวังว่าคงจะเป็นที่ยอมรับของผู้อ่านได้
เนื้อหาของเรื่องนี้
ได้แสดงถึง ความมุ่งมั่นที่จะรักษาอุดมการณ์ ของใครสักคนหนึ่งที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีแก่
อนุชนรุ่นหลังได้ การจะรักษาอุดมการณ์ไว้ได้นั้น ต้องมีความพยายามเป็นที่ตั้ง
แล้วความสำเร็จจะตามมาถึงได้ หากเพิ่มเติมความรู้จริงเข้าไปในความพยายามนั้น
ความสำเร็จก็จะเป็นผลงานที่เป็นที่ยอมรับได้อย่างยิ่งใหญ่ด้วย
เปิดเทอมใหม่แล้ว
ขอฝากถึง ผู้อ่านที่เป็น นักเรียน นักศึกษา ขอให้มีความ ตั้งอกตั้งใจต่อ
การเรียน การศึกษา ของตนเอง ด้วยอุดมคติที่เหมาะสมของการเป็น นักเรียน
นักศึกษา เพื่อความสำเร็จของตนเอง ที่จะเป็นประโยชน์ และความสำเร็จของประเทศชาติในอนาคต
|