เมื่อฉันเปิดหน้าต่างซุ้มขายหนังสือพิมพ์ในตอนเช้า
สารพัดมือของผู้ซื้อเบียดเสียดกันเข้ามาทันที ราวกับเป็นตลาดขายสินค้าเกษตรยามเช้าก็ไม่ปาน
"จะซื้ออะไร
บอกมา" ฉันพูดอย่างคล่องแคล่วด้วยความเชี่ยวชาญที่ขายหนังสือมาได้เกือบปีแล้ว
แม้ว่าฉันจะเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ก็แกร่งพอที่จะทำงานแบบนี้
ผู้คนภายนอกซุ้มต่างต้องฟังว่าฉันพูดอะไร เช่น "ฉบับละ ๓๓
สตางค์" "ฉบับนั้น ๖๐..." และอื่น ๆ
"คุณครับ!
ขอซื้อ วารสารภาพวิทยาศาสตร์ ฉบับที่พิมพ์จากเซี่ยงไฮ้ของเดือนที่แล้ว
๑ เล่ม ครับ"
"ขายหมดแล้ว"
"อย่างไรนะ...." "นี่ไง" การพูดจาขายของย่อมช้าไม่ได้
ผู้คนภายนอกช่างไม่มีหยุดมีหย่อน
สายแล้ว
ผู้คนภายนอกคงจะไปกันหมดแล้ว ฉันนั่งลงจะพักผ่อนสักหน่อย หยิบหนังสือวารสารภาพเกี่ยวกับภาพยนตร์
ฉบับใหม่ขึ้นมาดู
"คุณครับ
! ขอถามหน่อย วารสารภาพวิทยาศาสตร์ฉบับเดือนที่แล้ว
ขายหมดไปเมื่อไรครับ" มาอีกแล้ว
ฉันเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง มองดูแล้วไม่เหมือนผู้คงแก่เรียน
คงจะเป็นคนที่เดินดูตลาดเกษตรจนทั่วแล้วจึงแวะมาที่นี่
"เมื่อวานซืนนี้"
"แต่เมื่อวานนี้
คุณบอกว่าวันนี้มี ไงครับ"
ฉันพูดเมื่อไรกันนะ
หรืออาจจะพูดจริง ๆ จำไม่ได้แล้วละ ดูท่าทางเขาไม่ค่อยพอใจ
ช่วยไม่ได้ ใครจะพูดเรื่องเวลา ได้ตรงเป๊ะกันล่ะ
"สหาย
ผมยังต้องการวารสารฉบับนั้นจริง ๆ นะครับ ช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ
ฉบับที่ใช้แล้วก็ได้ครับ"
แหม
! คนแบบนี้ช่างพูดด้วยยากจริง ๆ แต่คำพูดคำจาค่อนข้างสุภาพ
ทำให้ฉันโกรธไม่ลง แต่ฉันก็มีทางออก "หากว่าเธอไม่รู้สึกลำบาก
ชอบเดินเล่น ก็มาดูพรุ่งนี้ก็แล้วกัน"
"ขอบคุณครับ"
เขาขอบคุณฉัน
! ฉันเพียงแต่พูดชุ่ย ๆ ไปเท่านั้นเอง แต่เขา คงคิดว่าฉันพูดจริง
คนอย่างนี้น่าขำจริง แล้วฉันก็หยิบวารสารภาพยนตร์ขึ้นมาดูต่อไป
ทันใดนั้นมีเสียงดังนอกซุ้มขายหนังสือของฉัน
พร้อมกับเสียงร้องตกใจของคนที่อยู่รอบ ๆ ฉันเงยหน้าขึ้นมองเหตุการณ์ที่ขัดจังหวะการดูวารสารของฉัน
อะไรกันนั่น คนที่มาขอซื้อวารสารภาพวิทยาศาสตร์คนนั้น
เป็นคนพิการ ทำไมฉันไม่สังเกตเห็นมาก่อนนะ
ข้าง ๆ มีคน ๒-๓ คน กำลังยกชายพิการให้ลุกขึ้นยืน ตัวเขาเองไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
มีแต่คำที่พร่ำออกมาว่า "ขอบคุณ
! ขอบคุณ !"
หน้าของฉันแดงเพราะเลือดขึ้นหน้าด้วยความละอาย
เมื่อตะกี้นี้ฉันพูดอะไรไป ฉันไม่ได้คิดอะไรให้มากพอ ฉันรีบวิ่งออกมาจากซุ้ม
ตะโกนเรียกคนที่เดินอยู่ข้างหน้าที่ตามหลังชายพิการไป
"พ่อคุณ
รบกวนช่วยบอกชายข้างหน้าคนนั้นว่า พรุ่งนี้ไม่ต้องมาซื้อวารสารนะ
เดี๋ยว ! เดี๋ยว ! ไม่ต้องบอกเขาแล้วละ ให้เขามาก็แล้วกัน ขอโทษนะคะ"
พูดจบแล้วเข่าอ่อนต้องนั่งลง
ใบหน้าของฉันร้อนผ่าว คงจะแดงแน่นอน นึกถึงคำพูดของเขาที่ว่า
"ผมต้องการจริง ๆ"
เขาต้องการ
เพื่อไปใช้ในห้องเรียน หรือต้องการ
ไปเพื่อใช้ประกอบการทำงาน
หรือต้องการไปเพื่อทำอะไรก็แล้วแต่ แน่นอน
เขาต้องการมัน
พรุ่งนี้เขาจะกลับมาไหมหนอ
เขายังเชื่อน้ำคำของฉันหรือเปล่า
พรุ่งนี้ ฉันต้องนำวารสารนั่นที่ฉันมีเป็นของตัวเอง มาให้เป็นของขวัญแก่เขา
ตอนที่ฉันให้วารสารแก่เขา
แน่นอนเลยว่า เขาจะพูดกับฉันว่า "ขอบคุณ"
ความเห็นของผู้แปล
ชื่อเรื่อง
"ขอบคุณ"
นี้ ก็ยังคงเป็นความขอบคุณของผู้เขียนถึงผู้อ่านทุก ๆ ท่าน แต่ได้นำคำพูดที่สุภาพของใครคนหนึ่งมาเล่าสู่กัน
ด้วยเหตุที่มีเนื้อเรื่องที่กินใจอยู่อย่างน่าสนใจในคุณธรรมของมนุษย์ บางครั้งคนเรามีความภูมิใจตัวเองว่าเป็นคนเก่งในสายอาชีพของตน
แล้วมักจะลืมคิดถึงเรื่องอื่น ๆ เมื่อประสบเหตุการณ์บางอย่าง
ก็อาจจะดึงตัวเองกลับเข้าสู่คุณธรรมประจำตัวเองได้
เรียกว่า "คิดผิด คิดใหม่ได้"
หรือ "พูดผิด พูดใหม่ได้"
ผู้เขียนคงจะไม่ตำหนิคนขายหนังสือคนนั้น คงจะคิดถึงเขาอย่างที่กล่าวข้างต้นเท่านั้น
ขอขอบคุณผู้อ่านทุก
ๆท่านที่เป็นกำลังใจให้แก่ผู้เขียน แต่ต้องขออภัยที่จะรักษาแนวทางการเขียนหนังสือแบบนี้ไว้
ไม่เขียนถึงเรื่องแนวอื่น ๆ เช่นเรื่องที่เกี่ยวกับทหาร เหตุผลประการหนึ่งคือ
อยากให้เป็นเรื่องอ่านสนุก ๆ ไม่เครียด
และยังมีเหตุผลประจำใจที่ไม่อาจบรรยายได้ในขณะนี้
"
ขอบคุณ
"