วันอาทิตย์ หลังอาหารเช้า บิลลี่ มาหา หวังน้อย ที่ห้องพักใน มหาวิทยาลัย
                             “อ้อ ! คุณนั่นเอง บิลลี่, นานแล้วไม่ได้มาที่นี่ วันนี้ลมอะไร หอบคุณมาได้ เนี่ย ?”
                             “ผมมาหาคุณ เพื่อขอทราบอะไรบางอย่างน่ะ”
                             “เรื่องอะไรล่ะ ?”
                             “ผมได้ยินมานานแล้วว่า ที่ปักกิ่งมี โรงงานกระจกเคลือบสี ( หลิว-หลี-ฉ่าง ) ผมมาอยู่ที่ประเทศจีนกว่าครึ่งปีแล้ว ยังไม่เคยไปเที่ยวเลย วันนี้อยากไปเที่ยวชมสักหน่อย เพียงแต่ว่ายังไม่รู้ว่าจะไปอย่างไร จึงคิดมาถามคุณ ไง”
                             “ช่างพอดีจริง ๆ วันนี้ผมจะกลับบ้าน เส้นทางผ่าน หลิวหลีฉ่าง ด้วย ผมพาคุณไปเที่ยวตอนช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่าย ผมก็กลับบ้าน ดีไหมล่ะ?”
                             “อย่างนั้นก็ขอขอบคุณมาก ๆ เลย”
                             ระหว่างมุ่งหน้าไปหลิวหลีฉ่าง หวังน้อย บอกแก่ บิลลี่ ว่า หลิวหลีฉ่าง เป็น ถนนสายวัฒนธรรม ที่เก่าแก่ของปักกิ่ง เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของปักกิ่งด้วย ประมาณว่ามีอายุกว่า 300 ปีแล้ว เป็นย่านที่ถูกจัดไว้ ขายของเก่า-ของโบราณ ขายรูปภาพ-ตัวหนังสือ ขายหนังสือ-พู่กันเก่า ๆ ขายก้อนหมึก-หินฝนหมึก และ ขายกระดาษ เป็นต้น ถนนสายนี้ไม่ยาวมาก แต่มีร้านค้าย่อย ๆ อยู่มากมาย
                             “ฟังขึ้นมาแล้ว รู้สึกว่า คุณหวัง เข้าใจเรื่อง หลิวหลีฉ่าง ดีนะ ผมจึงขอถามว่า คุณบอกว่าเป็น ถนนสายวัฒนธรรม แล้วทำไมจึงมีชื่อว่า โรงงานกระจกเคลือบสี ( หลิว-หลี-ฉ่าง ) ล่ะ?”
                             “เรื่องนี้เล่าขานกันมานานแล้ว ก่อนสมัยราชวงศ์ หยวน พื้นที่ที่เป็น หลิวหลีฉ่าง นี้ เป็นเพียงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จนถึงสมัยราชวงศ์ หยวน ได้เริ่มตั้งเตาเผากระจกเคลือบสี เมื่อถึงราชวงศ์ หมิง มีการก่อสร้างพระราชวังในกรุงปักกิ่ง ซึ่งต้องการ ผลิตภัณฑ์กระจกเคลือบสี เป็นจำนวนมาก ในความต้องการนั้น ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ถูกผลิตที่นี่ สถานที่นี้จึงถูกเรียกว่า หลิว-หลี-ฉ่าง ผมคิดว่าคงจะได้ชื่อมาอย่างนี้แหละ จนกระทั่งมาถึงฮ่องเต้ คังซี ของราชวงศ์ ชิง ที่นี่จึงกลายเป็น ถนนสายวัฒนธรรม”
                             ทั้งสองมาถึง หลิวหลีฉ่างแล้ว สองฟากถนนปรากฏร่องรอยสีสันแห่งวัฒนธรรมประเพณีของจีนอย่างเด่นชัด มีร้านหนังสือเก่า ร้านรูปภาพ-ตัวอักษร ร้านของโบราณ ร้านครุภัณฑ์ ต่อเนื่องกันไป มีผู้คนเดินไปเดินมามากมายเหมือนน้ำที่ไม่ขาดสาย ในบรรดาผู้คนเหล่านั้น มีไม่น้อยที่เป็นคนต่างชาติ และคนจีนโพ้นทะเลที่กลับมาเยี่ยมมาตุภูมิ
                             หวังน้อย กับ บิลลี่ เลือกเข้าไปที่ร้านชื่อ หรงเป่าไจ ก่อน เพียงก้าวเท้าเข้าไป ต่างรู้สึกเหมือนว่าถูกมนต์สะกดให้หลงใหล จาก รูปภาพ-ตัวอักษร ที่แขวนอยู่บนผนังแผ่นแล้วแผ่นเล่าเหล่านั้น
                             “ช่างเหมือนวังแห่งศิลปะจริง ๆ” บิลลี่พูดกับหวังน้อย “เคยได้ยินว่า ร้านนี้มีประวัติความเป็นมานานมากกว่า 200 ปีแล้วใช่ไหม ?”
                             “ใช่แล้ว” หวังน้อย ตอบ “แต่ว่า ด้วยเหตุผลต่างต่างนานาก่อนหน้านี้ หรงเป่าไจ เจริญไปได้ไม่มาก จน ประเทศจีนใหม่ ( สาธารณรัฐประชาชนจีน – ผู้เขียน ) ถูกตั้งขึ้น หรงเป่าไจ ได้รับความเอาใจใส่จากรัฐบาลของประชาชน จึงกลายเป็นแหล่งวัฒนธรรมประเพณีของประชาชน อย่างแท้จริง ได้เกิดงานศิลปะ ที่เฟื่องฟูมั่งคั่ง รวมทั้งได้มีการแลกเปลี่ยนศิลปะ กับนานาชาติ มีผลงานด้าน ศิลปกรรม เป็นจำนวนมาก นักศิลปะ-วัฒนธรรม ทั้งใน และ นอกประเทศ เมื่อมาเยือนปักกิ่ง ล้วนชื่นชอบที่จะแวะเวียนมาเที่ยวที่นี่ เพื่อเลือกซื้อหาผลงานที่หลากหลายตามต้องการ”
                             หวังน้อย และ บิลลี่ คุยไปพลาง เพลิดเพลินไปพลางต่อคุณค่าของรูปภาพตัวอักษรเหล่านั้น
                             “คุณหวัง ! มีรูปภาพหลายภาพไม่เหมือนของใหม่ลยนะ”
                             “คงไม่เหมือน , ส่วนใหญ่แล้วเป็นรูปภาพโบราณที่มีชื่อเสียงน่ะ”
                             “รูปภาพโบราณที่มีชื่อเสียง ! นำมาวางขายได้ด้วยหรือ ?”
                             หวังน้อย ยิ้มแล้วยิ้มอีก พูดว่า “ทั้งหมดนี้มิใช่ของโบราณตัวจริง แต่เป็นผลงานที่คนงานใน หรงเป่าไจ สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ โดยอิงกับของโบราณ น่ะ”
                             “อย่างนั้นหรือ ! เทคนิคการทำใหม่ย่างนี้ ดูแคลนไม่ได้เลยนะ รูปภาพพวกนี้ มองดูแล้วเหมือนผลงานตัวจริง จริง ๆ”
                             “ถูกต้อง ! การใช่ เทคนิคแบบเดิมสร้างผลงานออกมาใหม่ ทำให้ผลงานเหล่านี้แทบจะแยกไม่ออกว่า ไหนจริง ไหนปลอม ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าของที่ขายที่ หรงเป่าไจ จะไม่ใช่ของแท้ แต่มีการอนุรักษ์จิตวิญญาณของต้นฉบับ ไว้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับ คุณค่าที่สูงยิ่งของศิลปะ ด้วย จึงเป็นที่ยอมรับของผู้ที่มีใจรักในศิลปะทั้งในและนอกประเทศอย่างกว้างขวาง”
“คุณพูดอย่างนี้ ทำให้ผมอยากซื้อเก็บไว้หลาย ๆ ชิ้น ตอนเรียนจบ กลับบ้าน-กลับประเทศ จะได้มีของที่ระลึกกลับไปฝากใคร ๆ ได้” หวังน้อย กับ บิลลี่ ออกจาก หรงเป่าไจ เมื่อเวลา 10 นาฬิกาเศษ แล้ว พวกเขาเดินต่อไปยังร้านขายหนังสือจีน ด้วยความสุขล้นใจ



                             ความเห็นของผู้เขียน
                                         ศิลปะ-วัฒนธรรม ดั้งเดิมของจีน ยังเป็นมรดกตกทอด จากโบราณ จนถึงปัจจุบัน ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถผลิตผลงานออกมาจรรโลงโลกได้อย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ และน่าเป็นแบบอย่างที่ดีของมวลมนุษย์ชาติ แต่เป็นข้อคิดอย่างหนึ่งว่า หากมีผู้เสนอขายของโบราณของจีนให้ ต้องคิดให้รอบคอบ ดูให้แน่ใจว่าเป็นของโบราณจริง ๆ ยกเว้นว่าต้องการได้ผลงานที่เหมือนจริง ก็ไม่ต้องคิดมาก มีผลงานสวย ๆ งาม ๆ ที่น่าสะสมด้วยราคาไม่แพงให้ซื้อหาอยู่มากมาย และจะไม่รู้สึกว่าถูกหลอกด้วย


โดย พันเอก ชูเกียรติ   มุ่งมิตร รองเจ้ากรมข่าวทหารบก
chukiati@rta.mi.th
 ๑๗ ก.ย.๔๕

ขอเชิญติชม
กลับหน้าแรก