ระบบการเมืองไทย ที่หลงทาง
ม.ล. ปนัดดา ดิศกุล
ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย
(ฝ่ายข้าราชการประจำ)
(วปอ. 2550)
ความสนใจการเมืองเรื่องของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนี้ นับเป็นข้อศึกษาเปรียบเทียบต่อรูปแบบการปกครองในระบบรัฐสภาของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ที่เห็นได้โดยชัดว่าในเพียงช่วงเวลาไม่นานที่ผ่านพ้นไป การเมืองไทยได้เดินหลงทางหรือผิดต่อระบบจารีตทางการเมืองการปกครอง ยังผลให้เกิดความวุ่นวายที่กลับกลายเป็นความขัดแย้งแล้วก็แตกแยกระหว่างผู้คนพลเมือง จนกระทั่งยากที่จะเยียวยาแก้ไข
แล้วจะมองปัญหาว่ามีที่มาจากอะไร ?
ก่อนอื่นคงต้องศึกษาไปที่ข้อเท็จจริงทางหลักรัฐศาสตร์การปกครองว่า ประเทศไทยดำรงสถานะความเป็นรัฐเดี่ยว หาใช่เป็นรัฐรวมที่จะกระจายอำนาจการปกครองออกเป็น 50 มลรัฐอย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกา กรณีประเทศไทย จังหวัดจำนวน 75 จังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงพระราชอำนาจทางการบริหารราชการแผ่นดินโดยตรงต่อรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (การเรียกว่า "รัฐบาลกลาง" นั้นผิด) หรือโดยนัยก็คือเป็นผู้ทำหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณ และพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของจังหวัดและบำบัดทุกข์บำรุงสุขพสกนิกรของพระองค์ท่านให้มีความอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ใช่ถือข้างในเชิงผลประโยชน์ส่วนตนหรือละเลยการผสานความแตกแยกทางสังคมเพื่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี
โดยความหมายของผู้เป็นข้าราชการ ณ ตรงนี้ คือ การไม่เป็นผู้ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือของใครที่เป็นกลุ่มอิทธิพลทางการเมืองการปกครอง แต่จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทั้งหลายทั้งปวงเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขต่อประชาชนตามนโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของภาครัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดและข้าราชการในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งต่างล้วนเป็นข้าราชการต่างพระเนตรพระกรรณของพระมหากษัตริย์ ยังจะต้องเป็นผู้กำกับดูแลการปกครองในทุก ๆ ส่วนของพื้นที่ให้เกิดการบริหารจัดการที่โปร่งใส และมีประสิทธิภาพเพื่อการดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุขของประชาชนโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ
มองไปที่ส่วนกลาง กระบวนทัศน์ของภาครัฐยิ่งจะต้องประมวลวิธีการปฏิบัติที่มีความชัดเจนตามระบบของรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เริ่มตั้งแต่สมาชิกรัฐสภา คณะรัฐมนตรีซึ่งมีที่มาจากรัฐสภา ต่างล้วนทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้เกิดความเป็นศักดิ์เป็นศรี และเป็นเกียรติยศต่อประเทศชาติในพระปรมาภิไธยขององค์พระมหากษัตริย์ หรืออย่างที่เรียกกันตามแบบสากลว่า "His Majesty's Government" สำหรับผู้เป็นข้าราชการส่วนกลางซึ่งหมายรวมถึงข้าราชการทุก ๆ ประเภทที่ปัจจุบันได้ยกเลิกระบบซี (Position Classification) และเปลี่ยนมาเป็นระบบกลุ่มหรือแท่งตามสายงานของความชำนาญการ อันถือเป็นแนวคิดที่ช่วยเสริมสร้างทักษะการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ โดยที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ระบบซีหรือระดับมาก่อให้เกิดความแบ่งแยก ดูหมิ่นดูแคลน และการกลั่นแกล้งข่มเหงในหมู่ข้าราชการด้วยกันเอง ยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบธรรมาภิบาลทางการบริหารราชการแผ่นดิน
การเมืองการปกครองไทยในทุกยุคทุกสมัยจึงมุ่งเน้นคุณลักษณะของความเป็นรัฐเดี่ยว ข้าราชการทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ต้องมุ่งสร้างความมีระเบียบวินัยอันดีให้เกิดขึ้นในกรอบเดียวกัน จังหวัดซึ่งมีสายการบังคับบัญชาขึ้นตรงทางการบริหารต่อส่วนกลาง และหัวใจสำคัญทางการปกครอง คือ การถวายพระเกียรติยศและความจงรักภักดีสูงสุดต่อพระมหากษัตริย์ ประการนี้ จะกลับกลายเป็นความบกพร่องนผิดพลาดทางการบริหารไม่ได้เลยอย่างเช่นเหตุการณ์หลาย ๆ กรณีที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา อันเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นและทำร้ายจิตใจที่สร้างความเจ็บปวดแก่คนไทยผู้มีความรักชาติรักแผ่นดิน ซึ่งภาครัฐจะต้องใช้ความเด็ดขาดเข้าแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที
นับเป็นข้อสังเกตสำคัญอีกประการหนึ่ง ในเชิงการศึกษาระบบการเมืองการปกครองเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่าผู้มีอำนาจหน้าที่ทางการบริหาร และข้าราชการในประเทศซึ่งมีการปกครองในระบบรัฐสภา (Parliamentary System) จะมีคุณลักษณะอันกอปรด้วยอัตลักษณ์ของความสุภาพเรียบร้อยและมีระเบียบวินัยเสียมาก คือ ไม่แสดงออกซึ่งอากัปกิริยาของความเกรี้ยวกราด ความหยาบคาย ความโอ้อวดคุยโว ความขาดวุฒิภาวะ และพยายามสร้างภาพลักษณ์ตนเองให้ปรากฏในลักษณะที่ผิดธรรมชาติตามแนวคิดดั้งเดิมอย่าง Hollywood Model ที่มิใช่บุคลิกภาพของผู้บริหารที่ดี หากแต่จะต้องมีการติดตามประเมินผลบทบาทหน้าที่ของตนเองอยู่เสมอว่า ต่างมีความมุ่งมั่นเป็นพลเมืองที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์โดยตลอดเวลา ในขณะเดียวกันที่ผู้บริหารจะไม่วางตัวเกินเลยต่อบทบาทและหน้าที่ อันมิใช่เป็นแบบ Strong Executive ตามอย่างผู้นำสหรัฐฯ แต่จะมีข้อควรคำนึงอยู่ในใจเสมอว่า ความผิดพลาดหรือไม่เหมาะสมทางการกระทำอันใดจะเป็นผลกระทบต่อพระเกียรติยศ และพระราชสถานะขององค์พระประมุขและชื่อเสียงของประเทศชาติ
ในขณะที่รูปแบบทางการปกครองของสหรัฐฯ (American Political System) จะอยู่ที่ระบบความโดดเด่นของตัวบุคคลทางการบริหาร พรรคการเมืองและประเทศอันดูจะเป็นของคู่กัน เมื่อมีการพูดถึงเรื่องพรรคการเมืองเมื่อใดก็แทบจะเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับการดำรงอยู่ของประเทศ ผู้นำสหรัฐฯ จึงมีคุณลักษณะของความเป็นตัวของตัวเองสูง เป็นผู้นำในรูปแบบของความเป็นพระเอกตามแนวคิด Hollywood Model (แต่ในหลายกรณีก็เป็นผู้ร้ายเสียเองในสายตาของชาวโลก)
เพราะความสำเร็จหรือความล้มเหลวทางการบริหารย่อมเป็นสิ่งที่ตนต้องรับผิดชอบอย่างปฏิเสธไม่ได้ เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า "กองทัพสหรัฐฯ พ่ายแพ้สงครามเวียดนามอย่างราบคาบ ประธานาธิบดีรับผิดชอบความปราชัยไปเต็ม ๆ แต่ประเทศสหรัฐฯ และชาวอเมริกันไม่แพ้ด้วย" และความเป็นมหาอำนาจของรัฐบาลสหรัฐฯ
ก็แทบจะทำให้สถานะของตนเองในโลกอยู่ในระดับที่เหนือกว่าและห่างไกลความเท่าเทียมที่มีต่อสมาชิกประเทศอื่นใดในโลก ซึ่งการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีวาระ 4 ปี หรืออย่างมากที่สุดอยู่ได้ 2 วาระ คือ 8 ปี อันถือเป็นเกียรติยศของผู้เป็นประธานาธิบดีที่พึงได้รับในทางจารีตประเพณีทางการเมือง ตามแบบฉบับของประเทศสหรัฐฯ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
อีกเรื่องหนึ่งอันเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองของประเทศ ซึ่งเป็นระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และเป็นรัฐเดี่ยว จะได้แก่ประเทศซึ่งมีขนาดเล็กอย่างเช่นกรณีประเทศไทย โดยจะเน้นความสำคัญของการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีความพอเพียงในชีวิต มีความอ่อนน้อมถ่อมตน และจรรโลงรักษาประเทศในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ทะเยอทะยานแบบสุดโต่งจนกระทั่งออกนอกลู่นอกทางแล้วหลงลืมตัว อันเป็นภาพของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ความคิดที่จะไม่ผลีผลามออกนอกกรอบว่าตนในฐานะผู้บริหารจะตัดสินใจต่อเรื่องหนึ่งเรื่องใดอย่างเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวอย่างกับผู้นำสหรัฐฯ แต่จะดำเนินภาระหน้าที่ในรูปแบบของการเป็นฝ่ายบริหารที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมและประสบการณ์ และมีพรรคการเมืองที่มีคุณภาพ แต่ที่สำคัญประเทศไม่ใช่พรรค นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งคนใดไม่ใช่คำตอบของการดำรงอยู่ของพรรค และเสียงส่วนใหญ่มิได้หมายถึงความถูกต้องหรือความที่ควรจะเป็นในทุก ๆ เรื่องเสมอไป แต่ทุกปัจจัยล้วนถือเป็นองค์ประกอบของความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศชาติ หาใช่เพื่อผลประโยชน์ของพรรคหรือพวกพ้อง ดังนั้น การตัดสินใจในเรื่องหนึ่ง ๆ จึงต้องเกิดขึ้นภายใต้ความพินิจพิเคราะห์และความรอบคอบอย่างมาก ชนิดที่จะค้นหาความบกพร่องผิดพลาดได้ยากเต็มที
โดยสรุป ระบบและคุณลักษณะเฉพาะของบุคคลในระบบการเมืองการปกครองของแต่ละมิติทางการบริหารมีผลต่อการดำรงอยู่ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ความผิดพลาดใด ๆ เมื่อมีเกิดขึ้นจึงสมควรเร่งรัดปรับปรุงแก้ไขตั้งแต่แรกเริ่มของข้อปัญหา มิใช่ดันทุรังหรือฝืนต่อระบบอันผิดมารยาท (etiquette) ทางการเมืองการปกครอง อันจะเป็นหลักประกันความอยู่รอดของระบบนับจากฐานราก แต่ในทางกลับกันหากปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นวิถีปฏิบัติทางการเมืองการปกครองที่สวนทางกับระบบ เป็นการเดินหลงทางจากระบบ (lost our way from the political system) โดยปราศจากการศึกษาข้อผิดพลาดเพื่อนำสู่การปรับปรุงแก้ไขโดยไม่ชักช้า ย่อมแน่นอนเลยว่า สิ่งที่หาใช่เป็นระบบอันถูกต้องและเป็นมาตรฐานในทางจริยธรรมทางการปกครองนั้นจะสามารถดำเนินสืบเนื่องต่อไปได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และถูกทดแทนโดยการวางรากฐานทางการเมืองการปกครองเสียใหม่ด้วยระบบที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยที่มีระเบียบ" (Procedural Democracy) ในที่สุด อันเป็นเรื่องสาระความรู้ที่จะต้องมีการทำความเข้าใจกันอีกมาก.เอกสารทางวิชาการสำนักงานโฆษกกระทรวงมหาดไทย
DRL/P3 3-11-51