แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2546 – พ.ศ. 2550)

สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีในการประชุม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2546  มีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชากรไทย (พ.ศ.2546 2550)  โดยแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้กำหนดเป้าประสงค์รวม  4 ประการไว้  ดังต่อไปนี้

                1. พัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนที่ดีขึ้น   (Better Service Quality)

                2. ปรับบทบาทภารกิจและขนาดให้มีความเหมาะสม (Rightsizing)

                3. ยกระดับขีดความสามารถและมาตรฐานการทำงานให้อยู่ในระดับสูงและเทียบเท่าเกณฑ์สากล (High Performance)

                4. ตอบสนองต่อากรบริหารปกครองในระบอบประชาธิปไตย (Democratic Governance)

แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2546 – พ.ศ. 2550)  ประกอบด้วย 7 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

ยุทธศาสตร์ 1  :   การปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงาน

                    ระบบราชการไทยที่ผ่านมายังคงมุ่งเน้นที่ปัจจัยนำเข้าและรายละเอียด  โดยให้ความสำคัญต่อระเบียบปฏิบัติมากกว่ายุทธศาสตร์และการบรรลุผล  ไม่ได้ตอบสนองความต้องการและพยายามสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชนเป็นหลัก  ขาดระบบการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานอย่างจริงจัง  ทำให้มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงานเสียใหม่  โดยให้ยึดวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี  ตอบสนองความต้องการของประชาชน  ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการปฏิบัติงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย  สามารถตรวจสอบผลงานได้

มาตรการ

                    1.1 วางเงื่อนไขให้ส่วนราชการต่าง ๆ นำระบบการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์มาประยุกต์ใช้อย่าง   จริงจัง  โดยให้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนดำเนินงานอย่างเป็นระบบ  มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกับนโยบายและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล  โดยให้มีการกำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและสามารถวัดผลได้ในทุกระดับ  ตั้งแต่ระดับองค์การ (Organization Scorecard)  ลงไปจนถึงระดับตัวบุคคล (Individual Scorecard)  รวมถึงให้แต่ละส่วนราชการจัดให้มีการรายงานผลสัมฤทธิ์รายปี  เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ

                    1.2 ในแผนยุทธศาสตร์นั้น  ให้แต่ละส่วนราชการกำหนดเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพมาตรฐานในการให้บริการและการพัฒนาองค์การ  โดยให้มีการวางแผนการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย การเพิ่มผลผลิต รวมถึงการปรับปรุงระเบียบ ขั้นตอนและแนวทางการให้บริการประชาชน  แบบฟอร์มและวิธีการติดต่อสื่อสาร เพื่อให้เกิดความเรียบง่าย รวดเร็ว และเสริมสร้างความพึงพอใจแก่ประชาชนผู้รับบริการ

                    1.3 ปรับเปลี่ยนระบบการควบคุมภายในของส่วนราชการให้มีความทันสมัยมากขึ้น  โดยเฉพาะการควบคุมก่อนดำเนินงาน  เช่น การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายหลังการดำเนินงาน  เช่น การตรวจสอบความคุ้มค่าของเงิน (Value – for – money Audit)  เป็นต้น

                    1.4 ปรับปรุงระบบการประเมินผลการดำเนินงาน  โดยจัดให้มีการเจรจาและทำข้อตกลงว่าด้วยผลงานประจำปี ให้สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์และแผนดำเนินงานรายปีกับหัวหน้าสวนราชการไว้เป็นการล่วงหน้า รวมทั้งให้มีการติดตมและประเมินผลการดำเนินงานตามข้อตกลงดังกล่าวทุกสิ้นปี  และถือเป็นเงื่อนไขส่วนหนึ่งของการให้เงินรางวัลประจำปีแก่นส่วนราชการ

                    1.5 ให้มีการทบทวนแผนยุทธศาสตร์และแผนดำเนินงาน/โครงการต่าง ๆ อย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ  เพื่อนำมาปรับปรุงให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และจัดลำดับความสำคัญของการจัดสรรทรัพยากรให้มีความเหมาะสมมากขึ้น

                    1.6 ในการกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และตัวชี้วัด ของแผนยุทธศาสตร์และแผนดำเนินงาน การจัดทำข้อตกลงว่าด้วยผลงาน รวมถึงการทบทวนติดตามและประเมินผลนั้น ให้มีกระบวนการปรึกษาหารือ การสำรวจและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และ/หรือการเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง

                    1.7 ในการปรับปรุงขั้นตอนและแนวทางการให้บริการประชาชนนั้น ให้แต่ละส่วนราชการเสนอแผนในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของทางราชการที่ล้าสมัย ไม่มีความจำเป็น หรืออาจเป็นอุปสรรคต่อการบริการประชาชน  โดยเฉพาะการมอบอำนาจการอนุมัติ อนุญาต และการสั่งการต่าง ๆ ให้   เสร็จสิ้น  ณ จุดให้บริการเดียวกัน

                    1.8 วางกติกาเพื่อให้มีการแข่งขันขึ้นโดยพยายามลดการผูกขาดของหน่วยงานราชการในการเป็นผู้ให้บริการสาธารณะเองลง  และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน หรือองค์กรพัฒนาไม่แสวงหากำไรและองค์กรประชาสังคม สามารถคัดค้านและเข้ามาดำเนินการแข่งขันได้ (Contestability)

                    1.9 ให้มีการจัดทำแนวทางและคู่มือการบริหารราชการที่ดี  เพื่อใช้ประกอบในการชี้แจงทำความเข้าใจ เผยแพร่และฝึกอบรม และให้คำปรึกษา และนำแก่ส่วนราชการต่าง ๆ รวมถึงการใช้ประโยชน์ในฐานะเป็นเครื่องมือในการประเมินตนเอง (Self – assessment) ของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

 

ยุทธศาสตร์ 2    :    การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน

                    การบริหารราชการแผ่นดินในแบบเดิมไม่สามารถตอบสนอง และรองรับกับความสลับซับซ้อนและพลวัตรของการบริหารกิจการบ้านเมืองในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีประสิทธิผล สมควรมีการปรับปรุง โครงสร้างให้มีขีดสมรรถนะและความยืดหยุ่นคล่องตัวสูง ดำเนินการจัดระเบียบความสัมพันธ์ของการบริหาร ราชการในทุกระดับให้เป็นไปอย่างเหมาะสม และมีความเป็นเอกภาพ รวมทั้งสามารถบูรณาการเพื่อเชื่อมโยงการทำงานในมิติและภาคส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

มาตรการ

                    2.1 มุ่งเน้นการจัดระเบียบโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินในเชิงบูรณาการ โดยให้มีลักษณะแบบเมตริกซ์ ครอบคลุมทั้งในส่วนของการวางยุทธศาสตร์และการนำยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติ  โดยจัดให้มีกลไกประสานการทำงานร่วมกัน  เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงการทำงานในแนวดิ่งและแนวนอนได้อย่างมีประสิทธิผล โดย

                           - บูรณาการระหว่างกระทรวง กทวง กรม ให้มีการจัดตั้งองค์การขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เช่น สำนักงานบริหารและประสานงานราชการในต่างประเทศ และสำนักงานบริหารและประสานงานราชการในประเทศ เป็นต้น  ทั้งนี้เพื่อบูรณษการยุทธศาสตร์ แผนงาน/โครงการเข้าด้วยกัน  รวมถึงการประสานสรรพกำลังและจัดสรรทรัพยากรข้ามหน่วยงานลงในพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่า

                           - บูรณาการภายในกระทรวงเดียวกัน  ให้มีการปรับปรุงขีดสมรรถนะการทำงานของสำนักงานปลัดกระทรวงให้มีความเข้มแข็ง และสามารถรองรับการโอนถ่ายอำนาจการควบคุมของหน่วยงานกลางได้  รวมถึงการพัฒนาระบบการบริหารงานในลักาณะของกลุ่มภารกิจโดยเร่งด่วน

                    2.2 ให้มีการทบทวนการจัดโครงสร้างองค์การของกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น  เพื่อรองรับกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปและยุทธศาสตร์การปฏิบัติงาน  รวมถึงพยายามปรับรูปแบบการทำงานให้มีความยืดหยุ่นคล่องตัว โดย

                           - ดำเนินการปรับเปลี่ยนให้หน่วยงานในส่วนกลางที่มีขนาดที่เล็กลง  และมุ่งเน้นเฉพาะภารกิจงานวิเคราะห์ในเชิงยุทธศาสตร์ การวางนโยบาย และมาตรฐานการปฏิบัติงาน การติดตามและประเมินผล      การวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนในเชิงวิชาการโดยจัดให้มีการโอนถ่ายภารกิจงานในเชิงปฏิบัติการออกไปยังหน่วยงานในระดับภูมิภาค และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

                           - ทบทวนความจำเป็นในการมองหมายให้แต่ละส่วนราชการเป็นผู้ดำเนินงานเอง และยุบเลิก  ส่วนงานและแผนงาน/โครงการที่ไม่มีความจำเป็นลง  โดยอาศัยวิธีการสอบทานการใช้จ่ายเงินงบประมาณแบบรวบยอด (Comprehensive Spending Review) และการตรวจสอบความคุ้มค่าของเงิน เพื่อนำทรัพยากรไปจัดสรรให้ในส่วนที่มีความจำเป็นมากกว่า และ/หรือเปิดให้ผู้ให้บริการอื่น ๆ เช่น ธุรกิจเอกชน องค์กรพัฒนาไม่แสวงหากำไร เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการแทน

                           - แปรสภาพกิจการหรือการดำเนินงานบางอย่างให้มีลักษณะเป็นศูนย์รับผิดชอบ อยู่ในสังกัดของกระทรวง ทบวง กรม เดิม  ทั้งนี้ อาจทดลองนำร่องในส่วนที่เกี่ยวกับงานให้บริการสาธารณะบางประเภท เช่น การวิเคราะห์และทดสอบ การส่งเสริม และให้คำแนะนำปรึกษา เป็นต้น  ซึ่งสามารถวัดผลผลิตได้อย่างชัดเจนและเรียกเก็บค่าบริการได้โดยจากลูกค้าผู้รับบริการ หรือขอรับค่าบริการ/เงินอุดหนุนชดเชย จากทางรัฐบาลตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า  โดยอนุญาตให้ศูนย์ดังกล่าวสามารถเก็บรายได้ของตนไว้บางส่วนหรือทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องนำส่งกระทรวงการคลัง และยังอาจให้มีการยืมตัวข้าราชการไปสังกัดในศูนย์ดังกล่าวเป็นการชั่วคราวหรือโอนข้าราชการไปเป็นพนักงานของศูนย์ดังกล่าวอย่างถาวรก็ได้

                           - ส่งเสริมให้กระทรวง ทบวง กรม พยายามแปรสภาพกิจการ กิจกรรมหรือการดำเนินงานบางอย่าง ให้มีสภาพเป็นองค์การมหาชน     

                           - พัฒนารูปแบบการจัดโครงสรางภายในส่วนราชการให้มีความยืดหยุ่นและมอบอำนาจให้       หัวหน้าส่วนราชการสามารถจัดโครงสร้างภายในกรณีรูปแบบไม่ถาวรเองได้  ทั้งนี้ให้ยึดหลักการแบ่งโครงสร้างตามภารกิจโดยหน่วยงานกลางจะเป็นผู้ประเมินผลสัมฤทธิ์ของงาน

                    2.3 ทบทวนปรับปรุงโครงสร้าง  และพัฒนาระบบและรูปแบบการบริหารราชการส่วนภูมิภาค เพื่อ ให้จังหวัดเป็นองค์การที่มีสมรรถนะสูง สามารถนำวาระแห่งชาติ และนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติให้เกิดสัมฤทธิ์ผล แก้ไขปัญหาและพัฒนาในระดับพื้นที่อย่างมีบูรณาการควบคู่ไปพร้อมกับการพัฒฯระบบการบริหารจัดการอำเภอ เพื่อให้เป็นจุดรวม (Out – let) ให้บริการแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยมีแนวทาง    ดำเนินการหลัก อาทิเช่น

                           ก. ปรับปรุงการจัดโครงสร้างภายในจังหวัด/อำเภอใหม่ ให้มีรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้แต่ละจังหวัดมีการจัดโครงสร้างหน่วยงานภายในจังหวัด/อำเภอที่สอดคล้องกับสาภพพื้นที่พันธกิจ สภาพปัญหาและสามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนและประชาชนในท้องถิ่น

                           ข. ปรับปรุงการบริหารจัดการระดับจังหวัดแนวใหม่ เป็นการบริหารเชิงกลยุทธ์ มุ่งสู่อนาคต   ครบวงจร และฉับไวต่อปัญหาและการเปลี่ยนแปลง โดยมีแนวคิด ยึดพื้นที่ พันธกิจ และการมีส่วนร่วมเป็นหลัก  รวมทั้งปรับปรุงระบบการบริหารแบบบูรณาการที่มีการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี เป็นวิธีการบริหารหลักและขยายให้การบริหารแบบบูรณาการให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ  ซึ่งจำเป็ฯที่จะต้องดำเนินการดังนี้

                                - ให้มีการทบทวนภารกิจในการให้บริการประชาชน โดยส่วนภูมิภาคจะจัดทำภารกิจเฉพาะ  ในส่วนที่ท้องถิ่นยังไม่ได้ดำเนินการ และให้มีการทบทวนประเภทบริการ และวิธีการให้บริการที่รัฐยังต้อง     รับผิดชอบดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน  หากไม่ประหยัดหรือไม่ได้มาตรฐาน คุณภาพ หรือไม่รวดเร็วทันกับความเดือดร้อนของประชาชน รัฐอาจจ้างหน่วยการปกครองท้องถิ่นเอกชนหรือประชาชน ดำเนินการให้บริการแทน โดยรัฐจะทำหน้าที่กำหนดมาตรฐษน และตรวจสบอประเมินคุณภาพบริการเท่านั้น

                                - จัดให้มีระบบการประเมินสมรรถนะและการประเมินผลการปฏิบัติงาน  การจัดอันดับ       คุณภาพและขีดความสามารถในการให้บริการรวมทั้งการประเมินความพึงพอใจของประชาชนในฐานะลูกค้าระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงพัฒนาการเปรียบเทียบอ้างอิง (Benchmarking)  การให้เงินรางวัลตอบแทน และการประเมินผลงานของผู้บริการในส่วนภูมิภาค

                                - สนับสนุนให้มีการปรับปรุงสมรรถนะของอำเภอ ให้สามารถรองรับและตอบสนองต่อการบริหารจัดการระดับจังหวัดแนวใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้มีการกำหนดมาตรฐานการให้บริการของรัฐ  ณ ที่ว่าการอำเภอ และสำนักงานให้บริการของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการอย่างสะดวก ถูกต้อง และรวดเร็ว

                                - สนับสนุนให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประสานกำหนดมาตรฐาน   เพื่อให้มีการพัฒนาระบบสารสนเทศการบริหารระบบสารสนเทศ การบริหารเศรษฐกิจ และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ระดับจังหวัด

                           ค. ทบทวนการจัดตั้งหน่วยงานของส่วนกลางในระดับจังหวัดให้มีเท่าที่จำเป็นและตามที่กฎหมายกำหนด  เพื่อให้จังหวัดเป็นองค์การตัวแทนของรัฐบาลที่เป็นศูนย์รวม กจิกรรมที่หลากหลายของกระทรวง     ต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันและจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างจังหวัดกับหน่วยงานของส่วนกลาง และรัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะตอบสนองต่อการบริหารแบบบูรณาการ

                           ง. พิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสำนักงานภาค/เขตพื้นที่ ตามเขตการตรวจราชการ อนุภูมิภาค หรือภาค รองรับการทำงานในลักษณะยึดพื้นที่ เพื่อบูรณาการและประสานการตรวจราชการให้เข้ากับการบริหารเชิงกลยุทธ์ภายในกลุ่มจังหวัดสำนักงานภาค/เขตพื้นที่  โดยจะต้องมีบทบาทในการวางยุทธศาสตร์การพัฒนา  ซึ่งจะเป็นเครื่องจัดสรรทรัพยากรในลักษณะอิงพื้นที่ การประสานหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งสำนักงานในภูมิภาค และรัฐวิสาหกิจรวมทั้งแก้ไขปัญหาการชุมนุมเรียกร้องที่คาบเกี่ยวหลายจังหวัด

                    2.4 ทบทวนระบบการบริหารบุคคลในราชการบริหารส่วนภูมิภาค เพื่อให้สอดคล้องกับความหลากหลายในการจัดรูปแบบใหม่ของภูมิภาค และหลักการบริหารจัดการระดับจังหวัดแนวใหม่  รวมตลอดถึงสร้างความสำนึกให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับพื้นที่มีมโนธรรม สุจริต มีจิตใจพร้อมบริการประชาชน (Citizen – focused) และสามารถทำงานในสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์การใหม่

 

ยุทธศาสตร์ 3  :   การรื้อปรับระบบการเงินและการงบประมาณ

                    กระบวนการจัดสรรทรัพยากรที่ผ่านมายังขาดทิศทางและหลักเกณฑ์ที่แน่นอน  การบริหารการเงินการการงบประมาณ มุ่งเน้นการควบคุมในรายละเอียดอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการรั่วไหลและความสิ้นเปลืองสูญเสีย ทำให้เกิดความจำเป็นในการรื้อปรับระบบการเงินการงบประมาณเพื่อให้สอดรับกับนโยบายและ          เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลมากขึ้น  โดยให้มีการโอนถ่ายอำนาจการตัดสินใจและความคล่องตัวให้แก่หน่วยงานปฏิบัติควบคู่ไปกับการเสริมสร้างภาระรับผิดชอบในการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน รวมถึงการสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้น โดยอาศัยรูปแบบและวิธีการบริหารการเงินและการ              งบประมาณสมัยใหม่

มาตรการ

                    3.1 ปรับปรุงกระบวนการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินใหม่  โดย

                           - ให้ยึดตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา และ/หรือยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเป็นหลัก รวมทั้งทำให้ผู้บริหารราชการแผนดินฝ่ายการเมืองเป็ฯผู้ตัดสินใจในการแบ่งสรรทรัพยากร โดย

                                - ในภาพรวม

                                   ให้คณะรัฐมนตรี หรือคณะกรรมการนโยบายงบประมาณ เป็นผู้พิจารณาเป้าหมายและลำดับความสำคัญก่อน หลัง ในเชิงยุทธศาสตร์ และกำหนดสัดส่วนวงเงินงบประมาณในสาขาต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง

                                - ในระดับรายสาขา/ระดับกระทรวง

                                   การบริหารวงเงินงบประมาณในแต่ละสาขา/กระทรวง (Portfolio Budget) นั้น  ให้รัฐมนตรี  ผู้รับผิดชอบทำหน้าที่พิจารณาจัดสรรงบประมาณให้แก่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง  โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงเป็นผู้ดำเนินการวิเคราะห์ทางเทคนิค  (ในกรณีที่มีลักษณะข้ามกระทรวง  อาจแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสรรงบประมาณร่วม  โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยว้องเป็นประธาน

                                - เสริมสร้างภาระรับผิดชอบในผลสัมฤทธิ์ (Accountability for Results)ของการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน  โดยให้มีการจัดทำข้อตกลงว่าด้วยการใช้ทรัพยากรหรือข้อตกลงว่าด้วยผลงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม สามารถตรวจสอบและประเมินผลได้ในทุกระดับ

                    3.2 ปรับเปลี่ยนระบบการงบประมาณให้สอดรับกับการบริหารราชการแผ่นดินแนวใหม่ โดยให้การจัดสรรงบประมาณมีความเชื่อมโยงเข้ากับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลและสามารถแสดงผลสัมฤทธิ์ได้  รวมถึงการเสริมสร้างให้เกิดภาระรับผิดชอบต่อการใช้จ่ายเงินงบประมาณและผลสัมฤทธิ์ในการดำเนนิงานในทุกระดับ

                    3.3 ให้มีการวางยุทธศาสตร์/แผนงานการพัฒนาเขตพื้นที่หรืออนุภูมิภาคในเชิงบูรณาการ และดำเนินการจัดสรรทรัพยากรในลักษณะแบบอิงพื้นที่  โดยให้มีการวางหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ชัดเจน

                    3.4 เปิดโอกาสให้แต่ละส่วนราชการทำความตกลงเป็นการล่วงหน้า เพื่อสามารถเก็บเงินเหลือจ่าย ไว้ใช้ประโยชน์ในการพัฒฯองค์การหรือฝึกอบรมข้าราชการได้ โดยเริ่มต้นในบางแผนงาน/โครงการ หรือกิจกรรมที่มีความชัดเจนและสามารถวัดผลงานได้อย่างเป็นรูปธรรมก่อน

                    3.5 พิจารณาความเป็นไปได้ในการตรวจสอบและแปลงสินทรัพย์ของส่วนราชการที่มีอยู่ให้เป็นทุนโดยอาจให้มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย (Capital Charge) ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การตัดทอนเงินงบประมาณในหมวดเงินเดือนค่าจ้างและเงินรางวัล เป็นต้น  ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ส่วนราชการครอบครองกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์  ต่าง ๆ มากจนเกินความจำเป็น หรือไม่ได้นำสินทรัพย์ดังกล่าวมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและก่อให้เกิดความ สูญเสียขึ้น                                                                                          

                    3.6 ให้แต่ละส่วนราชการจัดทำแผนการใช้จ่ายเงินรายเดือนหรือรายไตรมาสของแผนงาน/โครงการต่าง ๆ รวมถึง การจัดทำงบดุลและรายงานทางการเงินให้เป็นไปอย่างถูกต้องและทันการณ์ เพื่อประโยชน์ในการโอนเงินผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนการจัดทำรายละเอียดของการทำฎีกาเบิก จ่ายและการควบคุมทางการเงิน

                    3.7 เร่งปรับปรุงระบบบัญชีของส่วนราชการให้เป็ฯไปตามเกณฑ์มาตรฐานสากล  โดยให้สามารถคำนวณต้นทุนในการจัดบริการสาธารณะได้

                    3.8 วางระเบียบเพื่อเปิดโอกาสให้แต่ละส่วนราชการสามารถดำเนินกิจกรรมบางอย่าง เพื่อหารายได้ของตนเองไว้ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาองค์การและเสริมแรงจูงใจให้แก่บุคลากรในรูปของสวัสดิการ  ทั้งนี้ การดำเนนงานดังกล่าวจะต้องไม่เป็นการแข่งขันกับภาคเอกชนหรือนำทรัพย์สินของทางราชการมาแสวงหาประโยชน์โดยไม่สมควร  รวมทั้งต้องไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อการให้บริการประชาชนตามปกติ

 

ยุทธศาสตร์ 4   :  การสร้างระบบบริหารงานบุคคลและค่าตอบแทนใหม่

                    ระบบบริหารงานบุคคลและค่าตอบแทนของภาครัฐไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลานาน ยังคง  อิงอยู่กับหลักการวิเคราะห์ค่าของงานและแบบแผนมาตรฐานกลาง  ขาดการวิธีการที่เหมาะสมในการผลักดันให้เจ้าหน้าที่มีขีดความสามารถ ทัศนคติและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ สมควรมีการทบทวนและออกแบบใหม่ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานสากล มีความหลากหลายในรูปแบบการจ้างงาน ยึดหลักการจ่ายค่าตอบแทน ตามผลงานและสามารถรองรับกับแข่งขันในตลาดแรงงานภายในประเทศได้ เพิ่มผลิตภาพและพัฒนาขีดความสามารถของข้าราชการที่มีอยู่ ปรับปรุงระบบการประเมินผลบุคคลให้สามารถปลดบุคคลที่ไม่มีสมรรถภาพออกจากราชการและเปิดโอกาสให้บุคคลผู้มีความสามารถสูงจากภายนอกสามารถเข้าสู่ระบบราชการในระดับต่าง ๆ ได้โดยง่าย

มาตรการ

                    4.1 เร่งสรรหาบุคลากรผู้มีความสามารถสูงหรือระดับหัวกะทิ เข้าสู่ระบบราชการไทย โดยมุ่งเน้น   ให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ของการพัฒนาระบบราชการ  ทั้งในระดับผู้บริหารระดับต้น และผู้บริหารระดับอาวุโส  โดยอาจคัดเลือกจากข้าราชการที่มีอยู่ในปัจจุบันและบุคลภายนอกทั่วไปที่มีขีดความสามารถและ     ศักยภาพสูงให้เข้าสู่การอบรมในหลักสูตรพิเศษ  ซึ่งมีคุณภาพมาตรฐานอยู่ในระดับนานาชาติ  เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการรัฐกิจ (Public Entrepreneurship)

                    4.2 พิจารณาความเป็นไปได้ของการนำระบบการเลือกสรรระบบเปิดที่เน้นหลักสมรรถนะการบริหารจัดการมาใช้กับผู้บริหารระดับสูงทุกตำแหน่ง

                    4.3 ทบทวนและปรับเปลี่ยนระบบการจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนให้มีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ การแข่งขัน ความขาดแคลน และการบริหารราชการแนวใหม่ โดยปรับระบบบริหารงานบุคคลภาครัฐให้มีความยืดหยุ่น หลากหลายและแตกต่างกันมากขึ้น  โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ตำแหน่งและความก้าวหน้าในสายอาชีพ เงื่อนไขการจ้างงานการออกจากราชการ เงินเดือนค่าตอบแทนและสวัสดิการ การวัดและประเมินผลบุคคล เป็นต้น  ซึ่งอาจแยกออกได้ในมิติต่าง ๆ เช่นด้านศักยภาพ/สมรรถภาพ ด้านสายอาชีพ เป็นต้น

                           -  มิติด้านศักยภาพ/สมรรถภาพ

                              โดยอาจแยกออกเป็นระบบบริหารงานบุคคลสำหรับกลุ่มข้าราชการผู้มีขีดความสามารถสูง และระบบบริหารงานบุคคลสำหรับกลุ่มข้าราชการสายปกติ

                           -  มิติด้านสายอาชีพ

                              โดยอาจแยกออกเป็นระบบบริหารงานบุคคลสำหรับกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เช่น ครู อาจารย์ แพทย์ ทหาร ตำรวจ อัยการเป็นต้น

                    4.4 เพิ่มผลิตภาพของข้าราชการ โดยให้มีการจัดทำเป้าหมายการทำงาน ขีดความสามารถ และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของแต่ละบุคคลอย่างเป็นระบบมากขึ้น  รวมถึงการเชื่อมโยงให้เข้ากับการสร้างแรงจูงใจ

                    4.5 ให้แต่ละส่วนราชการจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรเชิงยุทธศาสตร์  โดยยึดวิสัยทัศน์ ภารกิจ และวัตถุประสงค์ขององค์การ และขีดความสามารถที่จำเป็น (Competency-based Appoach)

                    4.6 ปรับปรุงขีดสมรรถนะของศูนย์พัฒนาและโอนถ่ายบุคลากรภาครัฐ  รวมทั้งจัดให้มีตำแหน่ง      ทดแทนหรือสำรองราชการขึ้นในระบบข้าราชการ พลเรือน เพื่อประโยชน์ในการหมุนเวียน โอนย้าย และพัฒนา   ข้าราชการ

                    4.7 พัฒนากลไกและกระบวนการในการรักษาและปกป้องระบบคุณธรรมในวงราชการ รวมถึงการปรับปรุงระบบวินัย อุทธรณ์และร้องทุกข์ให้มีความเหมาะสม

 

ยุทธศาสตร์ 5  :  การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรม และค่านิยม

                    การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมและค่านิยมของข้าราชการให้เอื้อต่อการพัฒนาระบบ      ราชการ ไม่สามารถทำได้โดยวิธีการใช้อำนาจสั่งการ  การถ่ายทอดความรู้ในลักษณะให้การศึกษา ฝึกอบรม หรือการรณรงค์แต่เพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องบริหารให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักาณะของการสร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยให้ผู้เรีบนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ด้วยตนเอง ด้วยความเต็มใจ การเรียนรู้เป็นเรื่องของผู้เรียนโดยแท้                                                                           

มาตรการ

                    5.1 สร้างรูปแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองของกลุ่มเป้าหมาย (Empowerment) ที่เป็นผู้บริหารระดับสูง  ในลักษณะของการเรียนรู้จากประสบการณ์ปฏิบัติจริง (Action Learning)  ด้วยวิธีการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน   การสร้างความรู้สึกผูกพันต่อพันธกิจที่จะนำไปสู่ระบบอนาคตที่พึงปรานาร่วมกัน การเรียนรู้การทำงานเป็นทีมและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้วิธีคิดอย่างเป็นระบบ

                    5.2 เสนอแนะการจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายได้ อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการสนับสนุนทางด้านทรัพยากรของรัฐ การผลักดันในเชิงกฎระเบียบต่าง ๆ รวมทั้งการเชื่อมโยงกับเครือข่ายการเรียนรู้ต่าง ๆ อาทิ

                           - การกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการสร้างกระบวนการเรียนรู้  โดยอาจครอบคลุมเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นผู้บริหารระดับสูงและระดับกลางซึ่งได้รับมอบหมายภารกิจเป็นผู้นำกลุ่มภารกิจ

                           - การกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์จริง เช่น การรวมกันวางแผนแปลงยุทธศาสตร์สำคัญ ๆ ของรัฐบาลออกสู่ภาคปฏิบัติด้วยกัน

                           - การฝึกอบรม จัดหา วิทยากร กระบวนการเพื่อทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในกระบวนการเรียนรู้

                           - การพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ อาทิชุดวิชาต่าง ๆ การวางแผนการเรียนรู้ ทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ

                           - การวางเครือข่ายเชื่อมโยงกับองค์กรต่าง ๆ ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชนที่มีศักยภาพในการดำเนินงานด้านการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้

                           - การวิจัยและพัฒนา เน้นการบริหารความรู้ การสร้างองค์ความรู้ ผ่านการปฏิบัติ การวิจัย การทดสอบ และการสะท้อนผล

                           - การรวบรวมองค์ความรู้ในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงจากส่วนต่าง ๆ ของโลก การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่และนำไปประยุกต์ใช้

                           - การวิเคราะห์กรณีศึกษาที่สำเร็จและล้มเหลวต่าง ๆ

                           - การติดตามผลการดำเนินงาน การศึกษาผลกระทบของการสร้างกระบวนการเรียนรู้

                    5.3 ให้แต่ละส่วนราชการจัดทำคำแถลงค่านิยมสร้างสรรค์ (Value Staetment) ประกาศมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม  เพื่อลดปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ รวมถึงการรณรงค์และวัดผลระดับของการยอมรับและปฏิบัติตามค่านิยม มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม อย่างจริงจัง

                    5.4 สร้างการมีส่วนร่วมในการแสวงหากระบวนทัศน์ วัฒนธรรม และค่านิยมใหม่ ที่เอื้อต่อการพัฒนาระบบราชการ รวมทั้งระดมการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดทำ และดำเนินยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมและเผยแพร่กระบวนทัศน์ใหม่ให้เป็นวาระแห่งชาติ

 

ยุทธศาสตร์ 6 : การเสริมสร้างระบบราชการให้ทันสมัย

                การบริหารงานของภาครัฐในปัจจุบันยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชนอย่างกว้างขวางทำให้การให้บริการประชาชนบางส่วนมีปัญหาด้านความถูกต้องและรวดเร็วจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความทันสมัยในการบริหารงานภาครัฐและการบริการประชาชนใหเป็นรูปแบบของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์ภายใต้แนวคิดของการยึด     ประชาชนพลเมืองเป็นหลักที่สามารถให้บริการประชาชนได้ตลอดเวลาไม่มีวันหยุด

 มาตรการ

                    6.1 สนับลสนุนให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจพัฒนาตนเองให้เป็นองค์การสมัยใหม่ที่สามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสมัยใหม่ในการบริหารงาน  การบริการ การเตือนภัยสาธารณะและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดย

                    สนับสนุนให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประสานกำหนดมาตรฐาน  เพื่อให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการและระบบภูมิศาสตร์สารสนเทศควบคู่ไปกับการวางระบบเพื่อแลกเปลี่ยน  แบ่งปัน  และใช้ประโยชน์ระบบสารสนเทศดังกล่าวร่วมกัน  รวมทั้งวางระบบการติดตามและรายงานผลสัมฤทธิ์ของส่วนราชการต่าง ๆ ให้เชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการระดับกระทรวง  และศูนย์ปฏิบัติการของนายกรัฐมนตรี

                   ส่งเสริมให้มีการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ส่วนกลางเพื่อให้ส่วนราชการได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน  และลดการลงทุนซ้ำซ้อน  โดยอย่างน้อยให้มีโปรแกรมประยุกต์สำหรับงานธุรการ-สารบรรณ  งานบัญชี-การเงิน  งานบริหารบุคคล  การประชุมออนไลน์  งานบริหารพัสดุ  งานการจัดซื้อ-จัดจ้างแบบอิเล็กทรอนิกส์

                    6.2 ประสานส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่ง่ายสะดวก  รวดเร็ว  โปร่งใส  และซื่อสัตย์ต่อผู้ใช้บริการและเป็นศูนย์บริการออนไลน์อิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร  ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ  เพื่อให้ประชาชนได้ขอใช้บริการของรัฐได้ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมงใน 1 วัน  และ 365 วันใน  1 ปี   ได้จากทุกสถานที่และได้จากอุปกรณ์ดิจิตอลต่าง ๆ โดยมีแนวทาง ดังนี้

                   สนับสนุนและส่งเสริมให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจจัดช่องทางให้ประชาชนขอใช้บริการ  รับบริการ และดำเนินธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์  โดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ต  หรือศูนย์บริการทางโทรศัพท์ได้อย่างกว้างขวางภายใต้การวางมาตรฐานด้านฮาร์ดแวร์-ซอฟต์แวร์และรูปแบบการให้บริการที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประสานกำหนด

                   สนับสนุนให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบและประสานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริการจัดการและพัฒนาระบบฐานข้อมูลบุคคลให้เป็นเอกภาพ  และจัดตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่มีการใช้มาตรฐานข้อมูลเดียวกัน     โดยใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงภาครัฐที่มีระบบการกำกับเข้าถึงข้อมูลที่เหมาะสมตลอดจนพัฒนาช่องทางการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของรัฐ (Government Gateway) และเว็บท่าของพลเมือง (Citizen  Portal Site) เพื่อให้การบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร

                ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนได้เรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่าง      กว้างขวาง  รวมตลอดถึงการส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยเพื่อผลิตอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวก  และ/หรืออุปกรณ์เพื่อการเข้าถึงเทคโนโลยี  ทั้งนี้เพื่อลดช่องว่างด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Digital Divide)

                6.3 ควบคู่ไปกับการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์จำเป็นต้องส่งเสริมและกำหนดมาตรฐานการให้บริการของรัฐในระดับสำนักงานที่มีประสิทธิภาพถูกต้อง   และรวดเร็วในรูปแบบของศูนย์บริการอิเล็กทรอนิกส์แบบควบวงจรที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐเช่นเดียวกับการใช้บริการ  รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ทางอินเทอร์เน็ต

                6.4 ให้มีการศึกษาวิจัย  และเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและอนุบัญญัติที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการให้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

 

ยุทธศาสตร์ 7 : การเปิดระบบราชการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองและเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย    พุทธศักราช 2540  มุ่งเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารกิจการบ้านเมืองโดยตรงมากขึ้นแต่ระบบราชการไทยยังไม่ได้มีการปรับตัวอย่างจริงจัง และคงติดยึดกับลักษณะความเป็นเจ้าขุนมูลนายและการทำงานแบบดั้งเดิมทำให้มีความจำเป็นที่ต้องเปิดระบบราชการเข้าสู่กระบวนการความประชาธิปไตย (democratization)  มากขึ้น  โดยการยอมรับและให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอแนะความคิดเห็น  รวมทั้งปฏิบัติงานและการตรวจสอบผลการดำเนินงาน

มาตรการ

                7.1 กำหนดเงื่อนไขและแนวทางเพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานราชการได้ตระหนักถึงภาระหน้าที่ในการปฏิบัติราชการตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม  โดยเฉพาะการให้ข้อมูลความรู้ความเข้าใจ   ในการปฏิบัติราชการ  แนวทางการดำเนินงาน  และการรายงานผลการปฏิบัติงานแก่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงและประชาชนทั่วไป

                7.2 วางหลักเกณฑ์ให้แต่ละส่วนราชการจัดให้มีระบบการปรึกษาหารือกับประชาชน การสำรวจความต้องการของประชาชน และ/หรือการจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะในโครงการหรือการปฏิบัติราชการที่อาจมีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน  และควรมีการสรุป     รายงานผลการดำเนินงานดังกล่าวเพื่อเผยแพร่และเป็นหลักฐานต่อไป

                7.3 ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาภาคประชาชน (Citizen  Advisory Board) โดยเฉพาะในระดับปฏิบัติการ  (กรม/จังหวัด/อำเภอ)  เพื่อให้ข้อคิดเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายของรัฐและระบบการบริหารงานการให้บริการ  การวางแผนงาน/โครงการ  และการกำหนดตัวชี้วัด  ตลอดจนการวางระบบการให้ข้อมูลป้อนกลับเกี่ยวกับผลการดำเนินงานและความพึงพอใจของประชาชนต่อการดำเนินงานของหน่วยงานราชการ

                7.4   ให้แต่ละส่วนราชการจัดให้มีอาสาสมัครภาคประชาชนเข้ามาร่วมทำงานกับข้าราชการ  โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโครงการพัฒนางานให้บริการสาธารณะบางประเภทหรืองานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นต้น

                7.5 ให้ทุกส่วนาชการนำเสนอข้อมูลสารสนเทศที่มีความจำเป็นต่อการแสดงภาระรับผิดชอบ  ความโปร่งใส  และเปิดเผยเกี่ยวกับการปฏิบัติงานลงในเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศ    ดังกล่าวได้โดยง่าย

                7.6 กำหนดให้ความสำเร็จในการดำเนินกิจกรรมในการเปิดโอกาสให้ประชาชน  มีส่วนร่วมในระบบราชการเป็นตัวชี้วัดหนึ่งในการบริหารที่ดีของส่วนราชการ